Join MultiplyOpen a Free ShopSign InHelp
MultiplyLogo
SEARCH

รอยเท้าของความฝัน...

Blog EntryAug 30, '09 11:52 PM
for everyone
อารมณ์ : ความทุกข์

ความทุกข์คือโลกด้านหนึ่งของอารมณ์ความรู้สึก...
ซึ่งเป็นโลกคู่ขนานกับอารมณ์ของความสุข...
อารมณ์ชนิดนี้มีเกิดขึ้นและมีดับไป...ตามแต่กาลเวลา และความเข้มแข็งของจิตใจ รวมถึง "สติ" ของแต่ละบุคคลที่แตกต่างกัน...

ความทุกข์นั้น มีสาเหตุหลัก อยู่ 2 ประการด้วยกันคือ...
1. ความทุกข์ที่เกิดจาก รูปธรรม
2. ความทุกข์ทีเกิดจาก นามธรรม

ความทุกข์ที่เกิดจาก "รูปธรรม"  คือความทุกข์ที่เกิดจากรูปแบบเชิงวัตถุ...
เช่น การไม่มีข้าวกิน การไม่มีที่อยู่อาศัย ความเจ็บป่วยทางร่างกาย เป็นต้น...

ความทุกข์ชนิดนี้ เมื่อเกิดขึ้นแล้ว สามารถรักษาได้ตามรูปแบบของเหตุและผลในตัวของมันเอง...
การไม่มีข้าวกิน การไม่มีที่อยู่อาศัย เมื่อเรานึกถึง เราจะเชื่อมโยงความรู้สึกไปถึง คนยากจน คนไม่มีอันจะกิน คนที่เกิดมามีชีวิตลำบาก...
ยารักษาโรคชนิดนี้ที่ดีที่สุด คือ ความอุตสาหะ หรือความพยายาม ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตาของชีวิตนั่นเอง...
ความทุกข์เหล่านี้ ไม่ได้อยู่ใน "ความอับจนปัญญา" เสมอไป เพียงแต่อยู่ที่ใครแต่ละคนนั้นจะใช้ความพยายามต่อสู้กับชีวิตเพื่อให้รอดพ้นความทุกข์นั้นอย่างไร..

สำหรับความทุกข์ที่เกิดจาก "นามธรรม" นั้น คือความทุกข์ที่เกิดจากสิ่งที่ไม่มีตัวตน...นั่นคือ "จิตใจ" เรานั่นเอง...
ความทุกข์ชนิดนี้ มักเกิดขึ้นอยู่เสมอ และน่าจะเป็นความทุกข์ที่เกิดขึ้นได้บ่อยที่สุด ในสังคมยุคโลกาภิวัฒน์นี้...
ความทุกข์นี้...เกิดขึ้นจากจิตใจ และยารักษาที่ดีที่สุดก็คือจิตใจเช่นกัน...

ความทุกข์ชนิดนี้มีอะไรบ้าง...ผมเชื่อว่าทุกท่านที่อ่านมาถึงตรงนี้ เคยผ่านความทุกข์ชนิดนี้มาแล้วทั้งสิ้น...
ตัวอย่างที่เห็นได้ง่ายและบ่อยที่สุดของความทุกข์ชนิดนี้ คือ...ความรัก....

แน่นอน "ความรัก" คือนามธรรมชนิดหนึ่ง ที่นำไปผูกมัดไว้ กับ "รูปธรรม" อีกชนิดหนึ่ง คือ "คนรัก" นั่นเอง
ผมจะยังไม่พูดถึง "คนรัก" แต่จะขอเขียนถึง "ความรัก" โดยคร่าวๆ...

หากถามใครต่อใครว่า "ความรัก" คืออะไร...เรามักจะได้รับคำตอบที่สวยหรู ดูดี มีชาติตระกูล อยู่เสมอๆ....เช่น
ความรัก คือการเสียสละ
ความรัก คือการให้
ความรัก คือการได้เห็นคนที่รักมีความสุข
ความรัก คือการได้รัก....เป็นต้น

แต่แท้จริงแล้ว ในความเป็นจริงของชีวิต เราต่างไม่เคยมีใครสามารถทำได้อย่างที่พูดเลยสักครั้ง (อาจจะมี แต่คงไม่มากนัก)
เพราะท้ายที่สุด มนุษย์อย่างเราๆ ยังคงเป็นสิ่งมีชีวิตยึดติดกับ "กิเลส" และ "ตัณหา" อยู่นั่นเอง..

กิเลสและตัณหาที่ว่านี้ คือการยึดติด ต่อสิ่งที่เราต้องการ คือความอยากได้ อยากมี อยากครอบครอง....
ซึ่งหากเปรียบเทียบกับความรักแล้ว ผมเรียกสิ่งนั้นว่า "ความคาดหวัง" นั่นเอง...

"ความคาดหวัง" เป็น สาเหตุหนึ่งของความทุกข์ ที่เกิดขึ้นในจิตใจเรา...ที่ผมได้กล่างถึงในตอนต้นว่าเป็น ความทุกข์ของนามธรรมนั่นเอง...
หากเราสังเกตดีๆ เราจะพบว่า บ่อยครั้งที่เราผิดหวัง ต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง โดยเฉพาะความรัก...
ความทุกข์นั้น มักมาเยือนโดยไม่รู้ตัว... ช่วงเวลานั้น จะเป็นช่วงเวลาแห่งความทุกข์ จิตตก เศร้าใจ ซึมเศร้า เหงาหงอย ฯลฯ
อาการสารพัดสารเพ เหล่านี้ จะประเดประดังเข้ามา จนเป็น "ความทุกข์" ที่ครอบงำในจิตใจของเรา...

ยารักษาโรคชนิดนี้ อาจหายได้ หากเราได้สิ่งที่เรา "ต้องการ" คืนมา แต่มันไม่ใช่ทางแก้ เพราะหากวันใดที่เราผิดหวังต่อสิ่งนั้นอีก เราก็จะกลับมาทุกข์อีก...
หากแต่ยารักษาโรคที่ดีที่สุดคือ "จิตใจ" ของเราต่างหาก...

ความทุกข์ คือโลกคู่ขนานกับความสุข...
หากเราสังเกตความรู้สึกของตนเองดีๆ เราจะพบว่า เมื่อใดที่เราได้ สิ่งที่ตนเองอยากได้อยากมี หรือได้ครอบครอง "คนรัก" เรามักจะมีความสุข...
แต่ว่าเมื่อใด ที่เรา ไม่ครอบครอง สิ่งที่เราอยากได้ อยากมีแล้ว เรามักพบว่า "ความทุกข์" มักมาเยือนจิตใจเสมอ...

แท้จริงแล้ว ในความเป็นจริงของชีวิต ไม่มีใคร "สุข ทุกข์ สมหวัง ผิดหวัง" ได้ตลอดเวลา...
เพราะสิ่งเหล่านี้คือโลกคู่ขนานของชีวิตที่เราต่างต้องเดินผ่านและเรียนรู้มัน...

สำหรับ ยารักษาโรคของความทุกข์สำหรับผมนั้น...
ผมมักนิยามความสุขและความทุกข์ ง่ายๆ ว่า... "สุขก็ใจเรา ทุกข์ก็ใจเรา"

ยกตัวอย่างง่ายๆ ในเรื่องของความรัก เช่น...
หากวันใดที่เราสูญเสียความรัก (คนรัก) ไป ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลกลใดก็ตาม...(ผมไม่ขอยกอ้างถึง เพราะทุกคนย่อมมีประสบการณ์และเหตุผลที่ต่างกัน)
หากว่าเรา "ทุกข์" เราต้องถามตนเองว่า ทุกข์เพราะอะไร ทุกข์เพราะเสียใจกลัวใครคนนั้นไปอยู่กับคนอื่นไม่มีความสุข? หรือเสียใจเพราะเรา "สูญเสีย" สิ่งที่เราต้องการครอบครองไป...(ผมเชื่อว่าส่วนใหญ่มักจะเป็นข้อหลัง)
และไม่ว่าจะเหตุผลใด... แต่ท้ายที่สุดแล้ว ต่อให้เราทุกข์ หรือเสียใจมากเพียงใด... ความทุกข์นั้นก็คงมิได้ช่วยอะไร ให้ทุกอย่างมันดีขึ้น...

ทุกข์แล้วเขาจะกลับมาไหม
ทุกข์แล้วเราจะมีความสุขไหม
ทุกข์แล้วชีวิตจะดีขึ้นไหม
ทุกข์แล้วเราจะบรรลุธรรมไหม...

ไม่เลย... ความทุกข์ไม่เคยช่วยอะไร (อาจจะช่วยให้เรารู้จักเข้มแข็งขึ้นในวันข้างหน้า) นอกจากจะทำให้แย่ลงเท่านั้น...
จริงๆแล้ว ความทุกข์ มันไม่น่ากลัวเลยสักนิด หากเราคิดเป็น และรู้จักปล่อยวาง...กิเลสของความยึดติด จากจิตใจของเรา...

ทุกครั้งที่ผมทุกข์ หรือไม่สบายใจ ผมมักคิดว่า เราทุกข์ไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้นมา แล้วจะไปคิดมันทำไมจริงไหม?

แน่นอน ใครหลายคนที่อ่านมาถึงตรงนี้ อาจจะบอกว่า พูดน่ะมันง่าย แต่ทำน่ะมันยาก...
จริงๆ มันไม่ยากหรอกครับ อยู่ที่ว่าเราจะคิด และใช้ "สติ" ของเรา ในการควบคุมจิตใจของเรา ได้มากเพียงใดเท่านั้น...

สรุปแล้ว ไม่ว่าจะความทุกข์ หรือ ความสุข มันก็เกิดจากจิตใจของเราทั้งสิ้น...
หากเราไม่คาดหวัง เราจะพบว่า เราจะไม่ทุกข์ (การไม่ทุกข์คือความสุขชนิดหนึ่ง)
ทุกวันนี้ ที่มนุษย์ต่างจมอยู่กับความทุกข์ เพราะเราต่างใช้ "อารมณ์อยู่เหนือเหตุผล" และใช้ "สติได้น้อยกว่ากิเลส" นั่นเอง...

สำหรับใครที่อ่านมาถึงตรงนี้...และมีความทุกข์อยู่ ผมหวังว่าบทความนี้จะช่วยอะไรได้บ้าง ไม่มากก็น้อย...
ผมเองก็ไม่ได้เขียนหนังสือนานมากแล้ว หลังๆ นี้กลับมาเขียน รู้สีกตนเองยังใช้ภาษาได้ไม่ดีเท่าที่ควร...
รวมถึงจัดเรียงระเบียบทางความคิดด้วยเช่นกัน...

สุดท้ายนี้ขอให้ทุกคน...ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขนะครับ....


Blog EntryAug 24, '09 6:46 AM
for everyone
อารมณ์ : ความสุข

ความสุขคืออะไร?

ความสุขคือโลกด้านหนึ่งของ "อารมณ์"  คือรอยยิ้ม คือความฝัน คือความสวยงามของชีวิต....

ในสมัยตอนบวชเรียน พระท่านผู้ใหญ่ท่านหนึ่งเคยถามว่า "ความสุขสูงสุดในชีวิตคืออะไร?"

แน่นอน คำตอบของแต่ละคนย่อมแตกต่างกันไป...

แต่สำหรับผมแล้ว ความหมายของความสุข คือการไม่มีทุกข์....

ความสุข....สำหรับคนเราย่อมแตกต่างกันไปตามแต่ความหมายของใครแต่ละคน...

ใครบางคน...อาจมองว่าความสุขคือการมีเงินเยอะๆ
ใครบางคน...อาจมองว่าความสุขคือการได้ทำในสิ่งที่ตนเองชอบ และรักในสิ่งนั้น
ใครบางคน...อาจมองว่าความสุขคือการได้รับ "ความรัก" จากใครสักคน
ใครบางคน...อาจมองว่าความสุขคือการได้ ครอบครอง "ความรัก" ที่ตนเองอยากรัก...

และอื่นๆ อีกมากมาย สำหรับ "ความสุข" ในมุมมองของชีวิตของใครแต่ละคน...


จริงๆ แล้วความสุข ในชีวิตของคนเรา มีเยอะแยะมากมาย อยู่ที่ใครจะมอง และสัมผัสกับมันได้มากแค่ไหน...

หลายครั้ง หลายหน ที่ผมสัมผัสจากคนรอบข้างได้ว่า การได้ (ครอบครอง) "รัก" ใครสักคน คือความสุขที่ เขาและเธอต่างค้นหา มาแทบทั้งชีวิต

ใน ชื่อ msn ของใครหลายๆคน มัก จั่วหัวด้วยคำขึ้นต้นว่าด้วย...หัวข้อเกี่ยวกับความรัก และ การโหยหา ความรัก....

แน่นอน สิ่งเหล่านี้(ความรัก) อาจเป็น "ธรรมชาติ" ที่ถูกสร้างขึ้นจากตัวตนของมนุษย์ มาแต่กำเนิดก็เป็นได้...

แต่สำหรับผมแล้ว ผมเชื่อว่า ความสุข แท้จริงนั้น ไม่จำเป็นต้องเป็นความรักเสมอไป...

ความสุขง่ายๆ ของชีวิต ที่เราหาได้ จากเรื่องเล็กน้อยของวัน...เช่น

การได้กินอาหารอร่อยๆ...
การได้ฟังเพลงเพราะๆ...
การได้ดูหนังสนุกๆ...
การได้อ่านหนังสือที่ชอบ...
การได้คุยกับเพื่อนดีๆ...
การได้เดินทางในโลกกว้าง...
การได้บันทึกภาพสวยๆ...
การได้นอนตื่นสายๆ...
และอื่นๆ อีกมากมาย...

สิ่งเหล่านี้ แท้จริงแล้วคือความสุขชนิดหนึ่งของคนเรา...

เพียงแต่สิ่งเหล่านี้เป็น ความสุขที่ถูกมองข้าม อาจเป็นเพราะ มันอาจเป็น.."ความสุขรายวัน"

ความสุขชนิดนี้ เป็นความสุข ที่เกิดขึ้นอยู่บ่อยๆ เป็นความสุขที่เรามองเห็น แต่เรามักจะไม่เห็นมัน ในความรู้สึกของคนเรา...

แต่ความสุขเหล่านี้ อาจจะเกิดขึ้นได้และไม่เกิดขึ้นได้ เพราะยังมีปัจจัยอื่นๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง นั่นคือ "จิตใจ"

หรือเราอาจะเรียกความสุขต่างๆ เหล่านี้อีกอย่างหนึ่งว่า "ความสุขผันแปร"

นั่นคือ ความสุขเหล่านี้ จะเกิดขึ้นได้เมื่อ คนเราอยู่ในภาวะทางอารมณ์ ที่ "ปรกติ"

แต่เมื่อใด ที่เราอยู่ในภาวะอารมณ์ไม่ปรกติ เราจะพบว่า ไม่ว่าการกินอาหาร การดูหนัง หรือการทำอะไรก็แล้วแต่...แม้กระทั่งการได้ฟังเพลงเพราะๆ (ที่อาจกระตุกต่อมอารมณ์ของความเศร้า ให้เกิดขึ้นได้) ก็มิได้ก่อให้เกิดความสุขเลยสักนิดเดียว...หรืออาจเรียกอีกอย่างว่า ไม่มีความรู้สึกร่วมกับสิ่งๆนั้น

จากการสังเกต ผู้คนรอบข้าง ผมมักพบว่า เมื่อใครคนใด "ผิดหวัง" จากความรัก หรือมีเรื่องไม่สบายใจ...

ความสุขต่างๆ มักสูญหายไปกับ ภาวะอารมณ์ในตอนนั้น...

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความสุขเหล่านี้มักขึ้นตรงต่ออารมณ์ของ "ความรัก"

.................................................................

ภาวะอารมณ์ของความรักนั้น หากเมื่อใดที่ คนเรา สุข หรือ สมหวัง เรามักพบว่า ความสุข อื่นๆ มักตามมา... ไม่ว่าจะทำอะไรก็มีแต่ความสุข...

แต่หากเมื่อใดที่ คนเรานั้น ผิดหวังจาก ความรัก... เรามักพบว่า ความสุขต่างๆ เหล่านั้น จะหายไปทันที... เพราะจิตใจเรามักตกต่ำอยู่กับความรู้สึกตรงนั้น...

อารมณ์ของมนุษย์ เป็นสิ่งที่สวยงามที่สุด และโหดร้ายที่สุดได้ในเวลาเดียวกัน...

เพียงแต่ว่า ความสวยงามนั้น คือความสวยงามที่งดงาม จากใจ....
ผิดกับ ความโหดร้ายนั้น แท้จริงแล้ว ไม่ใช่สิ่งที่โหดร้าย เพียงแต่ คนเรารู้สึกว่ามันโหดร้าย....

เพียงเพราะ เราต่าง "ยึดติดกับสิ่งที่ตนเองต้องการเท่านั้น"

หากเรามองดีๆ เราจะพบว่า ความสวยงามของชีวิต หรือความสุข บนโลกนี้ แท้จริงแล้ว ไม่ได้เกิดขึ้นจากความรักเสมอไป...

แต่ ความสุขจะเกิดขึ้นได้ ต่อเมื่อ "จิตใจ" เราพอใจที่มีความสุข และมองเห็นความสุขตรงนั้นมั๊ยต่างหาก...

เช่นเดียวกัน...หากวันใด ที่เราผิดหวังจากความรัก... เราเคยถามตนเองไหมว่า ผิดหวัง เสียใจ เพราะเหตุใด...

เพราะ "ความรัก" จริงหรือ?

หรือเพียงเพราะ สิ่งที่เราต้องการคือการได้ครอบครอง "คนรัก" เพียงเท่านั้น....

................


คำถามนี้มีไม่คำตอบที่ตายตัว อยู่ที่ใครต่างคนจะเชื่อหรือจะมองมันอย่างไรต่างหาก....

แต่สำหรับตัวข้าพเจ้าเองแล้ว ข้าพเจ้าเชื่อว่า... ความสุขเกิดขึ้นได้อยู่ที่ใจเราจะมอง และสัมผัสมันได้มากแค่ไหน...เท่านั้น

Blog EntryJul 3, '09 12:06 AM
for everyone
ไปรื้อเจอกลอนนี้ในคลัง เริ่มสงสัยตัวเองว่าแต่ก่อนแต่งกลอนเยอะเหมือนกันนะเนี่ย เลยเอามาลงเก็บไว้ครับ

:: สองปีกบิน ::

โบยบินสู่ ปลายฝัน อันกว้างใหญ่
เร่ร่อนไป ในนภา ฟ้าหลากสี
ฝนโปรยปราย คล้ายคลื่นสาด ซัดฤดี
ดุจนที กลืนหาย ในสายธาร

เจ้านกน้อย โผผิน บินสู่ฟ้า
ห้วงนภา ฟ้ากว้าง ทางที่ผ่าน
สองปีกกล้า ท้าสู้ มิรู้กาล
ผ่านเนิ่นนาน สองปีก-ล้า มิกล้าบิน

ตะวันลับ กับขอบฟ้า นาทีนี้
ดาวราตรี ขานขับ ดับจันทร์สิ้น
ขยับปีก ที่อ่อนล้า ลงสู่ดิน
เฝ้าถวิล โหยหา วารีจันทร์

เขียนนิยาม ความหมาย ในอักษร
ดั่งละคร ตอนชีวิต จิตแห่งฝัน
ร้อยเรื่องราว เงาแห่งรัก จักผูกพัน
เฝ้ารอวัน คืนกลับ หลับนิทรา

Blog EntryJun 26, '09 8:54 AM
for everyone
:: Unmeaning II ::

โลกเลือนร้าง ลางเลือน อย่างเลื่อนลอย
จันทร์ยังคอย ลอยลับ และหลับใหล
รตีกาล เลยล่วง แลร้างไกล
ดวงฤทัย ลาลับ หลับนิรันดร์

สถิตย์สิ้น ดินสลาย มลายสิ้น
โศกเสียงพิณ ศิลป์เศร้า เจ้าหลับใหล
สดับโสตย์ สายเสียง เคียงสายใย
เศร้าฤทัย โศกศัลย์ นิรันดร์กาล

ขยับเคลื่อน เดือนขับ ระยับไหว
เข็มหัวใจ ขานข้อง ก้องไพศาล
ขจรไกล ไขเกี่ยว เสี้ยววิญญาณ
สดับขาน เดือนหลับ ดับนิรันดร์

กวีกาพย์ ฉาบกลอน กร่อนดวงจิต
ก้องวณิช เกียรติไกล ใกล้ความฝัน
กมลกานต์ ก้องไกล ให้ผูกพัน
กลิ่นแสงกัณฑ์ เคลื่อนขับ แลลับลา...

วันนี้เป็นวันสุนทรภู่ ตั้งใจว่าอยากเขียนกลอนสักช่วงบท เพื่อเป็นการระลึกถึง...
แต่ยอมรับว่าวันนี้เป็นวันที่เขียนกลอนไม่ค่อยออก (ไม่เหมือนบางวัน นึกจะพริ้ว ก็พริ้ว) - -"
หรืออาจเป็นเพราะโจทย์ที่ตั้งใจจะเขียนไว้มันยากไป...
ลองอ่านกันดูละกันครับ กลอนบทนี้ไม่จำเป็นต้องค้นหาความหมายหรือภาษาในตัวอักษรนั้นเพราะ ผมเพียงแค่อยากเขียน ถึงความไพเราะจากสัมผัสของภาษาเท่านั้น...

Blog EntryJun 21, '09 6:55 AM
for everyone
เรื่องของเรื่องก็คือว่า ไปเจอเพลงนี้จาก mtp เพื่อนบ้านมา เพราะมากกกกก
นั่งคุยกันถึงเพลงนี้ เจ้าตัวเลยบอกว่า ลองแต่งเป็นกลอนหน่อยสิ เออ ความคิดดี แต่จะแต่งได้ไหมเนี่ย
ไม่ไ่ด้แต่งกลอนนานมากแล้ว.... ลองแต่งดูขำๆละกันครับ
ถือเป็นคำขอบคุณเจ้าของบ้านที่ให้จิ๊กเพลงมาเก็บไว้...

-------------------------------------------------

ข้ามฟ้ามาร้องไห้

หมื่นดวงดาว พราวพร่าง กลางฟากฟ้า

มองนภา ราตรีนี้ มีเพียงฝัน
แอบคิดถึง เธอเสมอ ทุกคืนวัน
ก่อนแสงจันทร์ จะดับดาว จางหายไป...

สายลมโอบ กอดความเหงา จนหนาวเหน็บ
ฉันยังเก็บ ความฝัน พันผูกไว้
กอดตัวเอง ด้วยอ้อมแขน ที่ไม่ใช่
ห้วงหัวใจ ยังฝากไว้ ในใจเธอ

พาตัวเอง โบยบินไป ในนภา
ยังพบว่า คิดถึงเธอ อยู่เสมอ
ปลายขอบฟ้า แสนไกล ไม่พบเจอ
หลงละเมอ ร้องไห้ เพียงลำพัง

ปล่อยน้ำตา ให้รินไหล ไปตามทาง
ความอ้างว้าง เกาะกุมใจ ในความหลัง
อยากบอกรัก จากหัวใจ ให้เธอฟัง
ว่าฉันยัง ไม่เคย จะลืมเธอ...


เนื้อเพลง - ข้ามฟ้ามาร้องไห้

จะแอบคิดถึงเธอ..
จนกว่าดาวดวงสุดท้าย จะหายไป
จนกว่าฟ้าจะมีแสงของวันใหม่
ปลดปล่อยความรู้สึก ที่ฝังอยู่จนลึก

เหน็บหนาวกลางผืนทราย
นั่งอยู่จนเป็นคนสุดท้ายของกองไฟ
กอดตัวเองด้วยอ้อมแขนที่ไม่ใช่
กาลครั้งหนึ่ง ซึ่งเคยมีเธอ

พาตัวเองมาตั้งไกล มาเพื่อร้องไห้
ปล่อยน้ำตาให้ไปตามทาง
พาตัวเองข้ามฟ้ามา เพียงเพื่อจะพบว่า..
ไม่เคย ลืมเธอ..

เหน็บหนาวกลางผืนทราย
นั่งอยู่จนเป็นคนสุดท้ายของกองไฟ
กอดตัวเองด้วยอ้อมแขนที่ไม่ใช่
กาลครั้งหนึ่ง ฉันเคยมีเธอ

พาตัวเองมาตั้งไกล มาเพื่อร้องไห้
ปล่อยน้ำตาให้ไปตามทาง
พาตัวเองข้ามฟ้ามา เพียงเพื่อจะพบว่า..
ไม่เคย ลืมเธอ..

พาตัวเองมาตั้งไกล มาเพื่อร้องไห้
ปล่อยน้ำตาให้ไปตามทาง
พาตัวเองข้ามฟ้ามา เพียงเพื่อจะพบว่า..
ครั้งนี้ก็ยังไม่ลืม..

อีกหนึ่งเรื่องราวๆที่ขอนำมาเก็บไว้ครับ
ขอบคุณแหล่งที่มาครับเช่นเคยครับ - http://www.bloggang/กะว่าก๋า.com

ใบหน้าของความสุข 2



การเป็นทุกข์กับสิ่งที่คุณไม่มี
เป็นการทำลายสิ่งที่คุณมีอยู่แล้ว


จากหนังสือ – เติมกำลังใจให้พลังชีวิต
รวบรวมและแปลโดย – เจริญเกียรติ ธนะสุขถาวร

................................................


เมื่อสิ้นวัน...
หาความสุขเล็กๆน้อยๆให้ชีวิต
ด้วยการถามตัวเองว่า
อะไรคือสิ่งที่ดีที่สุดที่เกิดขึ้นกับเราในวันนี้


จากหนังสือ – พลังใจ
รวบรวมและแปลโดย –
กองบรรณาธิการรีดเดอร์ ไดเจสท์

…………………………………………..


ในโลกของการแข่งขัน
เราอาจจะได้คนเก่งที่ทำทุกวิถีทาง
เพื่อให้ตัวเองมีชื่อเสียง เงินทอง
ประสบความสำเร็จ แม้จะต้องโกง เอาเปรียบคนอื่น
ทอดทิ้งครอบครัว และไม่มีความสุขที่แท้จริง
เพราะไม่มีเพื่อน ไม่มีคนรัก....
แล้วในโลกของการแข่งขัน
เมื่อมีผู้ชนะ ก็ต้องมีผู้แพ้
(ผู้แพ้มีมากกว่าผู้ชนะหลายเท่าเสียด้วย)
เราอาจได้คนที่แพ้ไม่เป็น
แล้วทำร้ายตัวเองหรือผู้อื่นจนหมดอนาคต
หรือว่าเราอาจจะได้คนที่รู้รสความพ่ายแพ้มาตั้งแต่เด็ก
จนขาดความมั่นใจไปตลอดชีวิต


เขียนโดย – ปาฎิหาริย์
จากนิตยสาร – Life & Family ปีที่ 8 ฉบับที่ 87

……………………………………….


เงินจำเป็นสำหรับชีวิต
แต่ไม่ได้สำคัญอันดับหนึ่ง
เพราะคนรวยก็ทุกข์ได้เหมือนกัน
ฉะนั้น คุณค่าของคนน่าจะอยู่ที่ความคิด
และการงานมากกว่า ว่าเราจริงจังกับมันแค่ไหน
เมื่อมีมือ,เท้า,สมอง,สติปัญญาแค่นี้
ในเวลาที่เหลืออยู่ ก็ควรทำสิ่งที่มีแก่นสาร
เพราะชีวิตเกิดมาไม่มีอะไร
ตายไปก็เหลือเพียง....ความว่างเปล่า

ปิยะ ธีรสุวรรณ์ (ศิลปิน,จิตรกร)
จากนิตยสาร – Open ฉบับที่ 33


………………………………………………..


การที่เราได้สัมผัสคนเยอะ
ทำให้เราได้เรียนรู้กับความสำเร็จของคน
ได้เห็นว่าความสำเร็จ กว่าจะได้มานี่มันไม่ใช่เรื่องง่าย
มันมีเรื่องมากมายที่เขาต้องผ่านมา
ฉะนั้น...ไอ้ความสำเร็จที่เราได้รับอยู่ในเวลานี้
เป็นเรื่องเล็กมาก....
แต่เราก็ต้องแยกแยะนะ
เพราะคนที่ประสบความสำเร็จ
กับคนที่มีความสุขนี่ไม่เหมือนกัน
บางทีเราก็พบคนที่ร่ำรวย...แต่ขาดความสุข


ดิลก ทองวัฒนา (นักธุรกิจด้านประกัน,นักแสดง)
จากนิตยสาร – ขวัญเรือน ฉบับที่ 759

…………………………………………………


หากเป็นคนดี...ก็ควรจะประสบความสำเร็จด้วยนะ
เป็นคนดี....บางทีก็ทำให้คนรอบข้างไม่ได้สุขไปด้วย
และการเป็นคนดี ก็ควรเป็นตัวอย่างให้กับคนได้ด้วย


ดิลก ทองวัฒนา (นักธุรกิจด้านประกัน,นักแสดง)
จากนิตยสาร – ขวัญเรือน ฉบับที่ 759


……………………………………………..


ผมตระหนักว่าตนเองเป็นคนที่โชคดีที่สุดในโลก
ที่ได้ประสบความสำเร็จในทุกสิ่ง
และได้เดินไปรับชัยชนะแล้ว...
ผมจึงจะใช้เวลาที่เหลืออยู่
ในการทำสิ่งที่สามารถทำให้กับโลกของเรา
...รู้มั้ยว่าสิ่งหนึ่ง ที่สังคมอเมริกันได้พลาดไปจริงๆ
คือ....การที่เราต่างมองผู้อื่น ด้วยความคิดที่ว่า
ถ้าคุณรวย คุณก็จะมีความสุข



จากหนังสือ – วาทะของ เท็ด เทอร์เนอร์
( Ted Turner)
เขียนโดย - Janet C.Lowe
แปลโดย – เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์

…………………………………………….



เป็นอะไร...ไม่สำคัญเท่าเป็นสุข
และได้ทำในสิ่งที่ตนรัก
ทำประโยชน์ให้สังคมสักนิดหนึ่งก็ยังดี
ให้ตัวเองมีค่า....แต่ไม่ต้องยิ่งใหญ่
แค่นี้ก็พอแล้ว


รัตนพล ธรรมชาติ
(อาชีพรับจ้างผลิตเสื้อผ้า-เครื่องแต่งกาย)
จากนิตยสาร – Open ฉบับที่ 38

………………………………………………

ความสุข....
เป็นสิ่งที่เราหวงแหนไว้กับตัวตลอดเวลาไม่ได้
ถ้าความตื่นเต้นท้าทายมาถึง ก็ต้องลองดู
มันก็คือ การทำหน้าที่ต่อไปให้ดีที่สุด
การที่จะย้อนกลับมามีความสุขมากขึ้นน้อย
หรือมากกว่าเดิม
หรือไม่ก็เป็นเรื่องที่อนาคตจะบอกได้
พูดง่ายๆ...ผมใช้ชีวิตเต็มที่ของผม
ถ้าไม่มีอะไร...


จักรภพ เพ็ญแข (พิธีกร,นักการเมือง)
จากนิตยสาร – ขวัญเรือน ฉบับที่ 771

………………………………………………….


เราปฎิเสธ “ความทุกข์” จาก “ปัญหา” ที่เกิดขึ้นไม่ได้
แต่เราต้องไม่ให้ “ความทุกข์” จ่อมจมอยู่กับเราชั่วนิรันดร์


จากหนังสือ – ฝันใกล้ใกล้ ไปช้าช้า
เขียนโดย – หนุ่มเมืองจันทร์

……………………………………………



คนที่เราต้องทำความรู้จักมากที่สุดในโลก
ก็คือ คนที่เราเห็นทุกครั้งเวลาส่องกระจก
รู้จักคนทั้งโลก แต่ไม่รู้จักตัวเอง
ชีวิตนี้ก็คงไม่มีความสุข


จากหนังสือ – ฝันใกล้ใกล้ ไปช้าช้า
เขียนโดย – หนุ่มเมืองจันทร์

……………………………………………….

กฎของการเปลี่ยนแปลง
- ทุกข์...เพราะไม่อยากเปลี่ยนแปลง
- ทุกข์...เพราะทนการเปลี่ยนแปลงไม่ได้
- ทุกข์...เพราะห้ามการเปลี่ยนแปลงไม่ได้


จากการบรรยายโดย – พ.อ.นพ. พงศักดิ์ ตั้งคณา
จากหนังสือ - ฮา...สุดขีด 0
เรียบเรียงโดย – สมคิด ลวางกูร

……………………………………………


ผมพบว่า ความสุขที่แท้
คือ ชีวิตที่เรียบง่าย...
ชีวิตที่เรียบง่ายจะอยู่ได้นาน


จากหนังสือ – a day story
เขียนโดย – วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์

…………………………………………….


จำได้ว่าครั้งหนึ่ง....
ดิฉันเดินทางไปยังหมู่บ้านชาวเล
ในจังหวัดทางใต้แห่งหนึ่งของประเทศไทย
สิ่งที่พบกลับสะกิดใจ ให้ระลึกได้ว่า
แท้จริงแล้ว...
ความเรียบง่ายนั้นอยู่กับมนุษย์มานานแสนนาน
หากแต่กาลเวลาและกิเลศ
ทำให้เราเดินเข้าสู่ความซับซ้อนของชีวิตโดยไม่รู้ตัว
...ชาวเลผู้อยู่กับท้องทะเล
มีรอยยิ้มที่งดงามกับสมบัติเพียงน้อยชิ้น
เสื้อ 2-3 ตัว กางเกงอีกนิดหน่อย
รองเท้าเก่าๆเพียงคู่เดียว....
บ้านก็คือเรือ ซึ่งเป็นทุกสิ่งทุกอย่าง
ทั้งเรือนเกิด เรือนนอน และเรือนตาย
เมื่อไถ่ถามว่าทำไมไม่ซื้อรองเท้าอีกสักคู่เล่า
เพื่อนของเราตอบอย่างสบายอารมณ์ว่า
“มีคู่เดียวนี่แหละ ไม่ต้องเลือกว่าจะใส่คู่ไหน”
จริงสินะ....ถ้าเรามีของน้อยชิ้น
เราจะรู้ค่าของมัน มากกว่าเจ้าข้าวของกองโตเสียอีก
หนทางสู่ความเรียบง่าย....
แท้จริงแล้ว...อยู่ในใจของเรานี่เอง
ใช่ว่าต้องไปหามาจากไหน

เขียนโดย – ธนวดี ศรีสวัสดิ์ศักดิ์
จากนิตยสาร – ELLE ฉบับที่ 114

……………………………………………….



ผมเห็นด้วยว่า ชีวิตที่มีความสุขแท้
ต้องเรียบ น้อย และง่ายที่สุด
ซึ่งผู้คนส่วนใหญ่รอบตัวเราไม่ได้เป็นแบบนี้
ทุกคนแข่งขันหาเงินให้ได้มากที่สุด
ฝันคล้ายกันว่าระหว่างที่ยังหนุ่มสาว ยังมีแรง
จงทำงานหนักไปเถอะ แก่ตัวแล้วค่อยเที่ยว
ก่อนที่จะพบความจริงว่า
เมื่อถึงวันนั้น...เราก็ไม่มีแรงไปเที่ยว
ไม่มีเวลามีความสุขแล้ว


จากหนังสือ – a day story
เขียนโดย – วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์

…………………………………………………


“คุณจะลำบากไป 10 ปี การเงินจะชักหน้าไม่ถึงหลัง
สุขภาพก็จะไม่สูดี”
หมอดูทำนายอนาคตให้ลูกค้าคนหนึ่ง
“หลังจากนั้น ผมจะสบาย มั่งมีศรีสุขใช่มั้ยหมอ ?”
“เปล่า...หลังจากนั้น...คุณจะชินไปเอง”


ไม่ปรากฏชื่อผู้แต่ง
จาก – Internet and Forward mail

……………………………………………………


ผู้ใหญ่ยิ่งต้องการมาก
เด็กเด็กยิ่งได้รับน้อยลง
ผู้ใหญ่ไม่สงบสุข
โลกก็ไม่สงบสุข
เด็กเด็กก็ไม่สงบสุข


บางส่วนจากบทกวี – เด็กคนนั้น
จากหนังสือ – มนุษย์เล็กเล็ก
เขียนโดย – สมชาย บำรุงวงศ์

………………………………………………..


คนเป็นอันมากในโลกนี้
มักคิดว่าสวรรค์หรือความสุข อยู่ยังที่แห่งใดแห่งหนึ่ง
หลายคนคิดว่า การบรรลุธรรม
หรือการบังคับตัวเองให้อยู่ในครรลองแห่งธรรม
เป็นอีกชีวิตหนึ่ง
เป็นหนทางที่แตกต่างไปจากที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้...
แต่ที่จริงแล้ว
ความดีไม่ใช่ต้องออกไปจากความชั่วเสมอไป
ความชั่วย่อมเปลี่ยนเป็นความดีได้
ความยากลำบากย่อมเป็นแหล่งให้เข้าใจชีวิตที่แท้จริง


จากหนังสือ – สนทนานิกายเซ็น
ไม่ปรากฏชื่อผู้แต่ง
แปลโดย – เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ และคณะ

…………………………………………………….



ความสุข....
คือ การรู้สึกพอ


อารียา สิริโสดา (นักเขียน,นางแบบ)
จากนิตยสาร – LISA ปีที่ 5 ฉบับที่ 6

…………………………………………………..


ผมมักสงสัยเสมอว่า
พวกเขาทำอะไรผิด ผมทำอะไรถูก
เพราะแม้ผมจะล้มเหลวอยู่หลายครั้ง
พอๆกับที่ได้ชัยชนะ
แต่ผมเห็นว่า ชีวิตผมประสบความสำเร็จ
เพราะผมเป็นคนมีความสุข


จากหนังสือ – บันทึกความสำเร็จ
เขียนโดย – G.Kingsley Ward
แปลโดย – สุพรรณี วราทร


……………………………………………….


ในห้วงเวลาที่ฉันสิ้นหวังที่สุดนั้น
ฉันมักค้นพบสิ่งที่สวยงาม
อย่างน่าประหลาดใจที่สุดเสมอ


จากบางส่วนของบทกวี – บ่อแห่งความหวัง
จากหนังสือ – ดอกไม้บานในใจฉัน
เรื่องและภาพโดย – Jimmy Liao
แปลโดย – ชุตินันท์ เอกอุกฤษฏ์กุล


ปรกติแล้วน้อยครั้งที่จะนำงานของคนอื่นมาลงใน blog ของตนเอง แต่ "ใบหน้าของความสุข" นี้ เป็นอะไรที่ชอบมากๆ เลยขออนุญาตนำมาลงไว้ เผื่อหากเพื่อนบ้านคนใดได้ผ่านมาอ่าน หวังว่าจะได้อะไรกลับไปบ้าง ไม่มากก็น้อย....

ขอบคุณแหล่งที่มาครับ...
http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=kawaka&month=02-2006&date=18&group=1&gblog=1


ใบหน้าของความสุข 1

...........................................................

ความสุขคืออะไร ?
ความทุกข์ คืออะไร ?
......................................
ฉันมองเหรียญหนึ่งบาทที่อยู่ในมือของตัวเอง
จินตนาการว่าจะนำมันไปซื้อดอกไม้หนึ่งดอก
ฉันยิ้ม.
......................................
เหรียญเดียวกันที่อยู่ในมือ
จินตนาการว่าจะนำมันไปซื้ออะไรได้
เหรียญบาทเดียวจะไปมีค่าอะไร จะซื้ออะไรได้
แค่คิดก็เศร้าแล้ว.
.....................................
คนจำนวนมากไม่ได้ “ทุกข์” เพราะ “ไม่มี”
แต่ “ทุกข์” เพราะ “มีไม่พอ”


ธันยา จุฬาลักษณ์
เชียงใหม่ ,ประเทศไทย

...........................................................

น้ำตาล.....
ถ้าเรากินน้ำตาลก่อน กินขนมทีหลัง
ขนมจะไม่หวาน....
เด็กคนหนึ่งร้องไห้เสียงดัง
ถ้าได้เห็นเด็กอีกคนหนึ่งร้องไห้เสียงดังกว่า
เด็กที่ร้องไห้คนแรกจะหยุดร้อง
....คนที่กำลังมีความทุกข์
ถ้าได้รับรู้ความทุกข์ของคนอื่นว่ามีมากกว่าตน
ความทุกข์ของเขาจะเบาบางลง


จากหนังสือ – นั่งคุยกับความตาย
เขียนโดย – เชิด ทรงศรี


………………………………………….



ความสุขก็คล้ายๆกับสวนที่ได้รับการจัดแต่งอย่างสวยงาม
ซึ่งเป็นผลมาจากการที่คนสวนลงมือปลูก
รดน้ำ พรวนดิน และนำไปตกแต่งให้สวยงาม
....ความสุขก็เช่นเดียวกัน
เราต้องหล่อเลี้ยงมันขึ้นมา

คริสตอฟ อ็องเดร (จิตแพทย์ชาวฝรั่งเศส)
จากนิตยสาร – madame figaro
ฉบับเดือนตุลาคม 2546


………………………………………………………

คนเราจะมีลิ้นชัก 3 ใบ ในการจัดเก็บข้อมูล
ลิ้นชักแรก “ใช่”
ลิ้นชักที่สอง “ไม่ใช่”
และลิ้นชักที่สาม “ไม่แน่ใจ”
ทุกข้อมูลที่เข้าสู่การรับรู้ของเรา จะถูกบรรจุใน 3 ลิ้นชัก
คนที่มีความสุขกับชีวิต ต้องมีลิ้นชัก “ไม่แน่ใจ” ใหญ่ที่สุด
ข้อมูลที่เข้ามา ถ้าชัดเจนว่า “ใช่” หรือ “ไม่ใช่”
ให้ใส่ไว้ในลิ้นชัก “ไม่แน่ใจ” ก่อน
อย่าด่วนสรุปเป็นอันขาด...
สะสมแต้มไปเรื่อยๆ จนชัดเจนระดับเป็นอื่นไปไม่ได้แล้ว
ค่อยโยกย้ายข้อมูลไปสู่ลิ้นชัก “ใช่” หรือ “ไม่ใช่”
หลักคิดแบบนี้ทำให้เราไม่ตัดสินคนเร็วเกินไป
ความทุกข์จะเดินทางช้าหน่อย
คนเราที่ทุกข์ส่วนใหญ่
เกิดจากการรีบสรุป ทั้งที่ข้อมูลไม่ชัดเจน
ถ้าลองขยายลิ้นชัก “ไม่แน่ใจ” ให้มีขนาดใหญ่ขึ้นสิครับ
บางที “ความทุกข์” อาจน้อยลง
และเราจะมี “ความสุข” มากขึ้น

จากหนังสือ – ฝันใกล้ใกล้ ไปช้าช้า
เขียนโดย – หนุ่มเมืองจันทร์

………………………………………………….

ความสุข คือ การอยู่ด้วยสติรับรู้
มีความสุข ก็คือ การรู้จักตัวเอง
การมีสติรับรู้ช่วยให้เราดำรงชีวิตได้อย่างมีความสุข
แต่ในขณะเดียวกัน ก็ทำให้ไม่มีความสุขได้...
นี่เป็นเหตุผลว่าทำไม
คนที่มีความกังวลจึงไม่มีความสุข
เราต้องเข้าใจว่า ความสุขไม่ได้เกิดขึ้นตลอดเวลา
และเราไม่จำเป็นต้องมีความสุขอยู่เสมอ
...และต้องคิดให้ได้อย่างนั้น


คริสตอฟ อ็องเดร (จิตแพทย์ชาวฝรั่งเศส)
จากนิตยสาร – madame figaro
ฉบับเดือนตุลาคม 2546

………………………………………………


พวกเราแต่ละคนมีความคิดที่ตายตัว
ต่อสิ่งที่เรียกว่า....ความสุข
ความสุขเป็นเรื่องที่ดูขัดแย้งกันและรุนแรง
พูดถึงความสุข...
มันทำให้เราต้องนึกถึงความทุกข์และความตายด้วย
แต่ความสุขก็เป็นเรื่องที่สร้างความหงุดหงิดได้เช่นกัน
เพราะผู้ที่ไม่มีความสุขจะรู้สึกรำคาญ
คนที่กำลังค้นหาความสุขหรือค้นพบความสุขแล้ว


คริสตอฟ อ็องเดร (จิตแพทย์ชาวฝรั่งเศส)
จากนิตยสาร – madame figaro
ฉบับเดือนตุลาคม 2546

......................................................


การหวนนึกถึงอดีต
สามารถทำให้รู้สึกมีความสุขได้
แต่ต้องอยู่ในขอบเขตที่พอเหมาะ


คริสตอฟ อ็องเดร (จิตแพทย์ชาวฝรั่งเศส)
จากนิตยสาร – madame figaro
ฉบับเดือนตุลาคม 2546


………………………………………………….


ผมเชื่อว่ามันต้องมีผลกับคนอื่นๆ
เหมือนแดดที่มีอิทธิพลกับผม
เหมือนหิมะที่มีอิทธิพลกับคนเมืองหนาว
ถ้าผมเศร้า....
ความเศร้าของผม จะกระจายไปยังคนข้างๆ
ถ้าผมสุข....
พอผมพูดถึงความสุขกับใคร
คนคนนั้น...ก็น่าจะมีความสุขด้วย
ยกเว้นไอ้หมอนั่นมันเศร้าจริงๆ...ก็ช่วยไม่ได้


อารักษ์ อาภากาศ (นักร้อง,นักดนตรี)
จากนิตยสาร – Open ฉบับที่ 36

……………………………………….


เวลาสุขแล้วไม่ต้องคิดถึงอะไรหรอก....มันสุขแล้วนี่
เวลาทุกข์นี่สิ....ถึงได้คิดว่าทุกข์อย่างไร
เราเชื่อในสิ่งไหน เราเชื่อในอะไร
อย่างถ้าเป็นชาวพุทธ
ก็อาจคิดถึงคำสอนของพระพุทธองค์
ก็บอกว่า...ทุกข์มันเป็นเรื่องปรกติ
ชีวิตมันเป็นทุกข์อยู่แล้ว
ฉะนั้น...ก็ต้องหาทางไป
มันไม่มีใครในชีวิตมีสุขตลอด

รศ.นรนิติ เศรษฐบุตร
(อดีตอธิการบดีหมาวิทยาลัยธรรมศาสตร์)
จากนิตยสาร – ดิฉัน ฉบับที่ 637

.....................................................


เราควรจะรู้จักว่า...ความสุขนั้นคืออะไร
เรามักจะปะปนกันว่า ความสุขกับความสนุก
....มันไม่เกิดจากอะไรเลย
มันเกิดจากจิตใจของเราทั้งนั้น
คิดได้แค่นี้....ก็คงคุมสติอยู่


ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล
(เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา)
จากนิตยสาร – ดิฉัน ฉบับที่ 637

………………………………………………………


เวลาแย่ๆ...
ก็รู้สึกว่ามันเป็นอีกหน้าหนึ่งของความสุขน่ะนะ
มันก็พลิกไปพลิกมาอยู่เรื่อยๆ
สุขกับทุกข์....เป็นเรื่องธรรมดา
ทุกอย่างมีหน้าหนึ่ง....มันก็ต้องมีอีกหน้าหนึ่ง


คุณหญิงจำนงศรี หาญเจนลักษณ์ (รัตนิน)
(ประธานกรรมการโรงพยาบาลจักษุรัตนิน)
จากนิตยสาร – ดิฉัน ฉบับที่ 637

…………………………………………….


จิตใจเหมือนสวนที่ใส่ปุ๋ยพรวนดินไว้อย่างดี
ทุกสิ่งที่คุณปลูกลงไป ล้วนแต่เจริญงอกงามทั้งสิ้น
ดอกไม้สวย....หรือความเศร้า
ไม่ว่าจะเป็นความคิดที่สดสวย หรือความสำเร็จ
หรือความคิดทางลบ เช่น ความทุกข์ อึดอัด
ความอัดอั้นตันใจ
อย่าให้ความคิดทางลบเข้าสู่จิตใจของคุณเป็นอันขาด
เพราะมันจะอุดความมั่นใจของคุณจนตันหมด


บรู๊ซ ลี (นักแสดงชาวจีน)
จากหนังสือ – เซน ในศิลปะการต่อสู้
เขียนโดย – Joe Hyams
แปลโดย – วันทิพย์ สินสูงสุด

…………………………………………………


สำหรับฉันแล้ว
ความสุข...ไม่ใช่การที่จะต้องยิ้มตลอดเวลาหรอก
แต่ทว่า.... ความสุขนั้นคือ การที่ฉันสามารถยิ้มได้
โดยรู้ว่า ฉันรู้สึกอยากจะยิ้มต่างหาก


จากหนังสือ – แง่คิด เพื่อชีวิต
เขียนโดย – เศรษฐวิทย์

…………………………………………………..



ถ้าความทุกข์... คือ ตำรับตำรา
วิชาความทุกข์ ก็ให้ประโยชน์มากกว่า วิชาความสุข
หากใครสักคนจะเรียนเรื่องทุกข์อย่างตั้งอกตั้งใจ....
แต่พวกเราส่วนใหญ่
มักทำข้อสอบความทุกข์ไม่ได้
และลงเอยด้วยการสอบตกเสมอ


เขียนโดย – ญามิลา
จากนิตยสาร – ขวัญเรือน ฉบับที่ 762

…………………………………………………..



เลิกคิดว่า ความสุขของชีวิต คือ ความสงบ
และความสงบ...ก็คือ การอยู่คนเดียว
.....คุณกำลังทำร้ายตัวเอง
ความเอิกเกริก...ไม่ใช่ความวุ่นวายของชีวิตเสมอไป


จากหนังสือ – ความสุขอยู่ที่ไหน ?
เขียนโดย – ดร.ครองขวัญ ไชยธรรมสถิต


…………………………………………………….

เมื่อเรารู้สึกทุกข์ทนจากการสูญเสีย
มันให้โอกาสอันยิ่งใหญ่ที่จะตีค่า...สิ่งที่ยังคงอยู่


จากหนังสือ – ความสุขอยู่ที่ไหน ?
เขียนโดย – ดร.ครองขวัญ ไชยธรรมสถิต


..................................................



ถ้าคุณปล่อยให้ความเครียดทำลายชีวิตคุณต่อไปละก็
มันจะมีประโยชน์อะไรละครับ
หากคุณได้สิ่งที่พยายามไขว่คว้ามาครองได้ดังใจ
แต่กลับไม่มีความสุขในหัวใจเลย....แม้สักนิดเดียว


จากหนังสือ – โจ๊กเขย่ากึ๋น
เขียนโดย – นายจิ้งเขียว

…………………………………………………….



ตาบอด...มิได้ทำให้เกิดทุกข์อย่างใดเลย
หากทุกข์....
อยู่ที่ไม่สามารถจะอดทนต่อสภาพคนตาบอดต่างหาก


จอห์น มิลตัน (กวีชาวอังกฤษ)
จากหนังสือ – วิธีชนะทุกข์และสร้างสุข
เขียนโดย – Dele Carnegie
แปลโดย – อาษา ขอจิตต์เมตต์

……………………………………………….


กฎ 3 ขั้น เพื่อทำลายนิสัยชอบมีทุกข์ คือ
กฎที่ 1 . ค้นหาความจริงให้ชัดแจ้งว่าปัญหาอะไร
ที่ทำให้ท่านเป็นทุกข์
กฎที่ 2 . ค้นหาสาเหตุ ที่ทำให้ท่านเกิดปัญหานั้น
กฎที่ 3 . ลงมือทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เป็นประโยชน์ในทันที
เพื่อแก้ปัญหานั้น


ศาสตรจารย์ ดุ๊ก แบร์ด (อาจารย์ชาวอเมริกัน)
จากหนังสือ – วิธีชนะทุกข์และสร้างสุข
เขียนโดย – Dele Carnegie
แปลโดย – อาษา ขอจิตต์เมตต์

…………………………………………………………



โปรดจำไว้ว่า...
ถ้าท่านทุกข์ถึงสิ่งต่างๆเมื่อวานนี้
วันนี้...จะกลายเป็นวันพรุ่งนี้
จงถามตนเอง...ฉันจะรู้ได้อย่างไรว่า
สิ่งที่ฉันกำลังทุกข์ จะเกิดขึ้นจริงๆ ?


จากเรื่อง –
ข้าพเจ้าประสบความเดือดร้อนสำคัญๆ 6 ประการ
จากหนังสือ – วิธีชนะทุกข์ หยุดปมด้อย
ไม่ปรากฏชื่อผู้แต่ง
แปลโดย – ปิยะนาฎ คาร์เตอร์

……………………………………………………



ในการจะค้นพบ
ความสุขที่แท้จริงในชีวิต
...เราต้องรู้จักตัวเอง


จากภาพยนตร์เรื่อง - Sunshine

…………………………………………….

Blog EntryJun 17, '09 1:12 PM
for everyone
ปลายปีกแห่งฝัน...

นานมากเท่าไหร่แล้ว ที่ผมไม่ได้จับปากกาเขียนงานเขียนเลยสักชิ้น...[ปากกาผมก็อยู่ที่แป้นคีย์บอร์ดนี่แหละ]

จริงๆไม่น่าจะเรียกว่างานเขียนหรอก น่าจะเรียกว่าการหัดเขียนเสียมากกว่า...

ผมว่าการที่ช่วงหนึ่งของวัน กับการที่เราได้มานั่งถ่ายทอดเรื่องราว อารมณ์ ความรู้สึก สิ่งนึกคิดต่างๆ ของโลกใบนี้ที่เกิดขึ้นกับตัวเรา ถ่ายทอดออกมาเป็นบันทึกเรื่องราวในโลกของตัวอักษรก็ดีเหมือนกันนะ

ผมว่ามันเหมือนการปลดปล่อยความคิดและอารมณ์ชนิดหนึ่ง ในโลกของจินตนาการที่เราสร้างขึ้น ทุกอย่างเป็นไปได้ในโลกของตัวหนังสือ เพราะเราสามารถสร้างมันได้ด้วยตัวของเราเอง

หลายครั้งหลายหน ที่ผมมองผ่านเรื่องราวชีวิต ความคิด ความฝัน หรือแม้แต่อารมณ์ความรู้สึก ของผู้คนมากมาย ผ่านโลกใบกว้างในหน้าจอสี่เหลี่ยมๆเล็กแห่งนี้ บนพื้นส่วนตัวของเรา...

สิ่งที่ผมสัมผัสได้ คือรอยยิ้ม รอยน้ำตา รอยความสุข หรือแม้กระทั่งรอยทางของความคิดถึง ทุกสิ่งทุกอย่าง คืออารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์ ที่ได้กรั่นกรองและระบายมันออกมา...

โลกใบนี้ยังสวยงามเสมอ เพราะอารมณ์ของมนุษย์นี่แหละ ผมคิดงั้นนะ...

โลกใบนี้ยังถูกเติมเต็มด้วย ความรักและความฝัน ของมนุษย์อย่างเราๆเสมอมา...

พูดถึงความรักและความฝันแล้ว อดมองย้อนกลับมาที่ตนเองไม่ได้...

ครั้งหนึ่งผมเคยเปรียบเปรย "ความรัก" ให้กับตนเองว่ามันคงเหมือนผีเสื้อ...

ผมชอบนะเวลามองผีเสื้อตัวน้อย โบยบินไปตามทางฝันของมัน...

ความสวยงามของผีเสื้อจะยังคงอยู่ ตราบใดที่เราไม่ไปจับมัน เพียงแต่รับรู้และมองมันให้โบยบินไปในทุ่งดอกไม้...ตามทางที่มันเป็น...

ความรักก็คงเฉกเช่นเดียวกัน หากวันใดที่เราเอื้อมมือเพื่อไขว่คว้าไว้ครอบครอง หากเราจับมันแรงไป มันก็คงตาย หากเรามันเบาไป มันก็อาจหลุดมือและโบยบินหนีไปตลอดกาล...

แต่คนเราส่วนมากมักจะไขว่คว้าเพื่อให้ได้มาในสิ่งที่ต้องการเสมอ...จนบางครั้งเราก็อาจหลงลืมไปว่า บางสิ่งบางอย่างอาจไม่จำเป็นต้องได้ครอบครองเสมอไป เพียงแค่เราชื่นชมและรับรู้อยู่ห่างๆ...

บางทีเราอาจจะพบว่า "ผีเสื้อตัวนั้นมันยังงดงามเสมอเมื่อมันได้อยู่ในที่ของมัน...อยู่ในฝันที่มันอยากจะเป็น"

หากใครสักคนที่กำลังอ่านบทความนี้อยู่และกำลังผิดหวังกับความรัก...

ผมอยากจะบอกว่า อย่าเสียใจเลย "ผีเสื้อ(ความรัก)มันจะคงสวยงามเสมอเมื่อมันได้บินอย่างอิสระเสรี แต่หากวันใดที่เราพยายามจับมันมาให้อยู่ในขวดโหลของเราแล้ว คุณค่าของผีเสื้อ(ความรัก)ก็จะหมดไป..."

ผมเองก็มีผีเสื้อตัวน้อยเช่นกัน เพียงแต่ผีเสื้อตัวน้อยนี้มันกำลังขยับปีก เพื่อเติบโตและเรียนรู้ ไปกับโลกของความฝันที่มันอยากเป็น...

เมื่อใดที่ปลายปีกบางๆจากตัวอักษรเหล่านี้ และเมื่อใดที่ปลายปีกบางๆจากภาพถ่ายในบ้านหลังนี้...

เติบโตและแข็งแรงพอมันคงจะได้โบยบินไปตามทาง....ปลายปีกแห่งฝันของมันเช่นกัน...


เพื่อนส่งมาให้ฟังครับ ฮาดี ลองฟังกันดู สำหรับมนุษย์เงินเดือนที่ไม่ค่อยไ้ด้ไปเที่ยวไหน
http://www.imeem.com/people/xpHsyHo/music/WGmMpew5/googer-aoiaoigoogermp3/

ในช่วงชีวิตหนึ่งของคนเรา อาจมีไม่มากมายนักที่เราจักได้รู้จักหรือผูกพันกับใครสักคน...

บางครั้ง...คนที่ว่านี้อาจเป็นใครสักคนที่เป็นมิตรภาพดีๆทางความรู้สึก
บางครั้ง...คนที่ว่านั้นอาจเป็นใครบางคนที่แบ่งปันความรู้สึกดีๆให้แก่กัน
บางครั้ง...คนคนนั้นอาจเป็นใครหนึ่งคนที่เรารัก...และผูกพันด้วยหัวใจ

แต่บางครั้ง...เราอาจไม่เคยรู้ว่า ใครสักคนที่ว่านั้น จะหายไปจากชีวิตของเราเมื่อใด...และจะมีวันพบกันอีกไหม...

น่าแปลกนักที่ช่วงชีวิตหนึ่งของข้าพเจ้ากลับได้พานพบใครสักคนในชีวิต... ใครคนที่ว่านั้นเข้ามาแต่งแต้มมิตรภาพดีๆทางความรู้สึก และแบ่งปันความรู้สึกดีๆให้แก่กัน...จนถึงวันเวลาหนึ่งที่เราได้รัก...และผูกพันกับใครคนนั้นด้วยหัวใจ....

สิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้ ล้วนผ่านร่องรอยของกาลเวลา ด้วยความผูกพันของหัวใจ ด้วยรอยยิ้ม ด้วยเสียงหัวเราะ และด้วยความรัก...

ข้าพเจ้ามิเคยโทษกล่าวสิ่งใด หากวันใดวันหนึ่ง ความผูกพันของชีวิตด้วยหัวใจของคนสองคน ต้องร้างลาห่างกันไปด้วยเหตุผลกลใดก็ตาม...

แต่ท้ายที่สุดแล้ว ความเสียใจ และความผิดหวัง มักเกิดขึ้นเสมอ ข้าพเจ้าเองเป็นเช่นนั้น และเชื่อว่าใครทุกคนก็คงเป็นเช่นนั้น...

หากข้าพเจ้าสามารถถ่ายทอดความรู้สึกจากหัวใจของข้าพเจ้าต่อใครสักคนได้ โดยมิต้องเอื้อนเอ่ยคำใดๆ ด้วยคำพูดได้มันคงดี... เพราะอย่างน้อยที่สุดข้าพเจ้าเชื่อว่า "ภาษาของหัวใจ" ของข้าพเจ้าัจักถ่ายทอดไปยัง "หัวใจ" ของใครคนนั้น ให้รับรู้...ด้วยใจของเธอเอง...

โลกยังคงหมุนไปด้วยลมหายใจของกาลเวลา...
ชีวิตเรายังคงเดินต่อไปด้วยลมหายใจของกาลเวลาเช่นกัน...
และความรักก็ยังคงอยู่ในหัวใจ ตราบใดที่ลมหายใจของกาลเวลามิเคยหยุดลง...

ไม่ว่า "ความรัก" นั้นจะเปลี่ยนแปลงหรือเจือจางไปกับวันเวลาที่ผันผ่านไปสักเท่าใด แต่ "ความรัก" จะยังคงอยู่ ในใจของเราเสมอ...และตลอดไป

ขอบคุณช่วงเวลาดีๆ ในช่วงหนึ่งของชีวิตที่เคยร่วมผูกพัน...
ขอบคุณรอยยิ้ม และ ความสุขใจที่มอบให้แก่กัน...
ขอบคุณทุกหยดน้ำตาในหัวใจ ที่ทำให้เรายังรู้ว่า "หัวใจ" ยังมีรัก...
ขอบคุณสำหรับทุกสิ่งที่เคยมีกันและกัน...
และขอบคุณ มิตรภาพดีๆจากใครบางคนที่ร่วมแบ่งปันความทุกข์ไปจากหัวใจ ทำให้วันนี้มีรอยยิ้มได้อีกครั้ง...

สุดท้าย..ขอบคุณ "ความรัก" ที่ทำให้ได้รู้จักกัน แม้วันนี้เราจะต้องห่างกันแสนไกล...แต่ความทรงจำดีๆ ยังทำหน้าที่แทน "ความรัก" นั้น ตลอดไป...

แด่....ใครสักคนในช่วงชีวิตหนึ่ง

Blog EntryMar 11, '09 10:17 PM
for everyone
ไปรื้อเจอกลอนเก่าเก็บในลัง แต่งไว้สมัยนานมาแล้ว เลยเอามาบันทึกเก็บไว้กันหาย เป็นอีกกลอนสั้นๆ ที่เคยแสดงความเป็นปัจเจกนิยม ของมนุษย์ตามยุคสมัยที่เปลี่ยนไป หุหุ

กาลเวลา หมุนเวียน โลกเปลี่ยนผัน
งานสร้างสรรค์ ถือกำเนิด เกิดมากหลาย
เปลี่ยนชีวิต ผู้คน อีกมากมาย
ให้อยู่ใต้ ภาพมายา "ค่านิยม"

หลายชีวิต เปลี่ยนไป ดูไร้ค่า
เพียงไขว่คว้า ให้ได้มา เพื่อเสพสม
ใช้ชีวิต อยู่ในโลก ใบกลมๆ
เพียงคำว่า "ค่านิยม" ให้สมใจ

ยอมแลกกาย แลกใจ ให้เงินตรา
เพื่อนำมา ประดับค่า แห่งตนไว้
ภายนอกดู มีคุณค่า กว่าใครๆ
แต่ภายใน "ไร้ค่า" กว่าที่เป็น

สิ่งใดๆ ในโลกนี้ มีมายมาย
ทั้งดีร้าย มีให้เรา ได้มองเห็น
จงใช้ใจ สัมผัสค่า อย่างที่เป็น
เหมือนดั่งเช่น สายธาร แห่งกาลเวลา

แม้เวลา หมุนเวียน และเปลี่ยนผัน
"ธาร"คงมั่น ปันน้ำใจ ให้พฤกษา
เติมชีวิต ด้วยหยาดหยด แห่งธารา
ให้โลกนี้ มีคุณค่า น่าชื่นชม

เมื่อพิรุณ โปรยปราย จากฟากฟ้า
เติมชีวา ให้โลก ดูสดใส
บุปชาติ ผลิดอก และออกใบ
เป็นหัวใจ ผูกพันไว้ ใต้แสงดาว
 
โลกใบกลม อมสีฟ้า มีสีสัน
เมื่อสายฝน พลันหล่นมา จากฟ้าหนาว
ในคืนนี้ มีหัวใจ หลายเรื่องราว
ของดาวดาว ที่งดงาม ยามราตรี
 
หนึ่ง..นิยาม ความรัก จักผูกพัน
เพียงมีเธอ เคียงคู่กัน ในวันนี้
สองหัวใจ สัมผัสรัก จากฤดี
กลางพิรุณ แห่งราตรี มีเพียงเรา
 
สอง..นิยาม ความเหงา ของดาวน้อย
ยังเฝ้าคอย แสงจันทร์ วันคืนหนาว
มองหยาดฝน บนฟากฟ้า ที่พร่างพราว
เขียนบันทึก ของดวงดาว อย่างเหงาใจ
 
สาม..นิยาม ความเศร้าโศก โลกมืดมน
มีเพียงฝน เป็นเพื่อน ยามหลับใหล
ยามเมื่อเธอ สิ้นรัก แล้วจากไกล
เหลือเพียงไว้ ในภาพ ความทรงจำ
 
สี่..นิยาม ความคิดถึง คนึงหา
ห่างแสนไกล สุดปลายฟ้า ยามคืนค่ำ
เขียนE-mail ถึงคนไกล ยามฝนพรำ
คือถ้อยคำ ว่า"คิดถึง" ส่งถึงเธอ
 
เมื่อสิ้นฝน หยดสุดท้าย จากปลายฟ้า
แสงจันทรา ยังกลับมา อยู่เสมอ
เหมือนนิยาม ความรัก ที่พบเจอ
ติดตามเธอ ทุกคืนวัน นิรันดร์ดร

อดีต : สวัสดีครับ
ปัจจุบัน : เดๆ
อดีต : ชื่ออะไรครับ
ปัจจุบัน : ชื่อพาสา แร้วเทออ่ะ
อดีต : ผมชื่อภาษาครับ อืม ชื่อเหมือนกันเลยนะครับ แต่เขียนคนละอย่าง
ปัจจุบัน : นั่นเด่ แปกเดโนะ
อดีต : นั่นสิครับ
.
.
.
อดีต : ทำอะไรอยู่ครับ
ปัจจุบัน : เร่น hi5 แร้วเทออ่ะ
อดีต : ผมทำงานครับ
ปัจจุบัน : งานรัยอ่ะ
อดีต : ทำงานเกี่ยวกับหนังสือครับ
ปัจจุบัน : หรอ แร้วเร่น hi5 ป่ะ
อดีต : ไม่ได้เล่นครับ
ปัจจุบัน : ว๊า แย่เนะ อดเหนเทอเรย
อดีต : ทำไมต้องเห็นล่ะครับ
ปัจจุบัน : ก้ออยากเหนงัยว่าหร่อเมะ
อดีต : อ๋อ ไม่หรอกครับไม่มีรูปนะ ไม่ได้เล่นพวกนี้เท่าไหร่ครับ
ปัจจุบัน : อือๆ ดูของเราเมะ
อดีต : hi5 น่ะหรือครับ
ปัจจุบัน : ชั่ยๆ เน่งัย http://pasatay.hi5.com
อดีต : อ๋อ ครับ ขอบคุณครับ
.
.
.
ปัจจุบัน : เปงงัยน่ารักเมะ
อดีต : อืม ครับ ก็ดีครับแต่ทำไมถ่ายรูปเหมือนๆกันทุกรูปเลยครับ
ปัจจุบัน : ยางงัยหรอ
อดีต : อันนี้ไม่ได้ว่านะครับ แต่พูดถึงโดยรวม
อดีต : สมัยนี้ที่เห็นของหลายๆคน ชอบถ่ายตาโตๆ ก้มหน้านิดนึง ทำปากแลบลิ้น
อดีต : แถมบางคนใส่เสื้อหลวมๆ เอากล้องถ่ายลงมามุมบน แบบต้องให้เห็นตรงนั้นด้วย
ปัจจุบัน : แร้วมะสวยหรอ
อดีต : ก็สวยครับ
ปัจจุบัน : แร้วทะมัยอะ
อดีต : ก็ไม่ทำไมครับ แค่รู้สึกแปลกใจ
ปัจจุบัน : แปกรัย เด๋วเน้ก้ออย่างเน้กัลท้างน้านแหล่ เทอมั่ยชอบหรอ
อดีต : ก็ดีครับ แต่ไม่ถึงกับชอบ
ปัจจุบัน : เชยเนะ
อดีต : ก็คงงั้นล่ะครับ
ปัจจุบัน : เน่ๆ แร้วเทอมั่ยทัมหรอ
อดีต : ทำอะไรครับ
ปัจจุบัน : hi5 งาย
อดีต : อ๋อ ไม่ล่ะครับ
ปัจจุบัน : หรอ ง้านเมลูปป่ะ
อดีต : รูปหรือครับ ที่เครื่องนี้ไม่มีครับ
ปัจจุบัน : ง้านมะเปงรัย
อดีต : ครับ
อดีต : งั้น ขอตัวทำงานก่อนนะครับ
ปัจจุบัน : อือๆ บายๆ

Blog EntryApr 23, '08 4:03 AM
for everyone
 
พิมาศพล้าย พรายพรึก ระลึกหวน
สิ้นสำนวน ชวนคิด พินิจฝัน
ดาวดาษดื่น คืนคล้าย สายสัมพันธ์
สิ้นแสงจันทร์ เปรียบฝัน อันเดียวดาย
 
ทิวากร ย้อนหวน จวนสลับ
พิลาลับ ดับสิ้น ดินสลาย
ร้อยรำลึก นึกหวน ชวนเดียวดาย
แทนความหมาย ร้อยคำ จำนรรจ์จา
 
ดั่งโลกไห้ คล้ายร่ำ และคร่ำครวญ
สิ้นเสียงสรวญ รวนเร คะเนหา
ร้อยพิพักตร์ ดักดิ้น สิ้นพนา
ดุจเทวา หวนไห้ ไม่กลับคืน
 
แต่งแต้มสี กวีวาด เป็นศาสตร์ศิลป์
เปรียบเสียงพิณ กรีดกราย คล้ายจักฝืน
ท่วงทำนอง นำทาง ต่างกลมกลืน
เสียงสะอื้น นึกเปรียบ อย่างเงียบงัน
 
จันทร์กระจ่าง กลางฟ้า อีกคราแล้ว
โอ้ดวงแก้ว พบกันใหม่ ในห้วงฝัน
ตะวันลับ ดับแสงทาง ระหว่างกัน
สิ้นนิรันดร์ เหลือไว้ ให้จากลา...

-1-
 
โลกยุคโลกภิวัฒน์...
 
ในวันที่โลกหมุนรอบตัวเองช้ากว่าการหมุนวนของค่าวัตถุในจิตใจคน...
 
เรายังคงเดินทางตามหาเศษซากแห่งความสุขจากเศษเสี้ยวของความทุกข์ที่เรามักหลงลืมเลือน...
 
ภาพชายหนุ่ม-หญิงสาว หลงระเริงอยู่กับวัตถุธาตุท่ามกลางเมืองที่กลบกลืนแสงดาวในค่ำคืนที่มืดมิด...
 
วัตถุนิยม ถูกหลอมกลืนอยู่ในโลกแห่งความเมามายภายในจิตใจมนุษย์...
 
หลายครั้งที่เรารอคอยการเดินทางเหล่านี้ให้สิ้นสุดลง...
 
แต่มันมิเคยเป็นเช่นนั้น...
 
....................................................................................................................
 
เสียงสำเนียงรักดังอบอวลอยู่ภายในหอห้องหนึ่งกลางตัวเมืองมหานคร...
 
ภาพหญิงสาวกับชายคนรักหลอมรวมร่างกายเป็นหนึ่งเดียว...
 
แสงจันทราส่องผ่านม่านหน้าต่างกระทบผิวกายของคนทั้งสองคล้ายเป็นสักขีพยานต่อเรื่องราวแห่งชีวิตของพวกเขา...
 
สองกายคล้ายอยู่ท่ามกลางพายุฝนที่โหมกระหน่ำอย่างบ้าคลั่ง...
 
สุดท้าย...
 
เมื่อความสุขถูกถ่ายทอดจากกายหนึ่งสู่กายหนึ่ง...
 
หลังเมฆฝนสงบสิ้น...
 
แอ่งน้ำก่อเกิดการรวมตัวของสายฝน...
 
ชีวิตหนึ่งค่อยๆถือกำเนิดเช่นกัน...
 
อาจบางที จักรวาลอาจเป็นตัวกำหนดสรรพสิ่งแห่งชีวิตและธรรมชาติแห่งการกระทำ...
 
....................................................................................................................
 
เสียงสำเนียงแห่งความเจ็บปวดกรีดร้องดังไปทั่วหอห้องหนึ่งจากตัวตึกกลางเมืองมหานคร...
 
ภาพหญิงสาวนอนรอคอยการสิ้นสุดจากความเจ็บปวดจากแท่งเหล็กที่ขูดกรีดเลือดเนื้อภายในร่างกาย...
 
แสงแดดแผดเผาตัวตึกแห่งนั้นราวกับเป็นสักขีพยานการกระทำต่อเรื่องราวที่เกิดขึ้น...
 
ชายหนุ่มที่เรียกตนเองว่า "หมอ" กำลังใช้วิชาความรู้ที่เรียนมาช่วยเหลือหญิงสาวเคราะห์ร้ายด้วยมโนธรรมของเงินตรา...
 
หนึ่งกายคล้ายอยู่ท่ามกลางความเจ็บปวดราวพายุฝนที่โหมกระหน่ำอย่างบ้างคลั่ง...
 
สุดท้าย...
 
เมื่อสิ่งที่กำลังจะมีชีวิตหนึ่งถูกถ่ายทอดออกจากสิ่งมีชีวิตหนึ่ง...
 
หลังเมฆฝนสงบสิ้น...
 
หยดน้ำตาของหัวใจไหลริน...
 
ชีวิตหนึ่งค่อยๆจากไป...
 
อาจบางที จักรวาลคงเป็นตัวกำหนดสรรพสิ่งแห่งชีวิตและธรรมชาติแห่งการกระทำ...
 
....................................................................................................................
 

-2-
 
โลกแห่งความฝันและจิตวิญญาณ...
 
ในวันที่โลกหมุนรอบตัวเองไปอย่างช้าๆ...
 
มนุษย์ใช้ชีวิตอย่างอิสระ สงบสุข ไร้ซึ่งความทุกข์ หลุดพ้นซึ่งความเจ็บปวด...
 
วัฒนธรรม อารยธรรม จริยธรรม ความถูกผิด ดีชั่ว รวมถึงวัตถุธาตุทั้งมวล เป็นเพียงกรอบบางกระการ หาใช่กฏเกณฑ์ทั้งหมดไม่...
 
ดวงจิตแห่งสำนึก น้ำใจ การแบ่งปัน ทุกสิ่งถูกหลอมรวมไว้ภายใต้สังคมที่เรียบง่ายในโลกที่เป็น...
 
หลายครั้งที่เราหลับใหล...
 
ภาพเหล่านี้มักปรากฏในห้วงฝันเสมอ...
 
....................................................................................................................
 
เสียงสำเนียงรักดังอบอวลอยู่ภายในหอห้องหนึ่งกลางตัวเมืองมหานคร...
 
ภาพหญิงสาวกับชายคนรักหลอมรวมร่างกายเป็นหนึ่งเดียว...
 
แสงจันทราส่องผ่านม่านหน้าต่างกระทบผิวกายของคนทั้งสองคล้ายเป็นสักขีพยานต่อเรื่องราวแห่งชีวิตของพวกเขา...
 
ท่ามกลางพายุฝนที่โหมกระหน่ำอย่างบ้าคลั่ง...
 
สุดท้าย...
 
เมื่อความสุขถูกถ่ายทอดจากกายหนึ่งสู่กายหนึ่ง...
 
หลังเมฆฝนสงบสิ้น...
 
แอ่งน้ำก่อเกิดการรวมตัวของสายฝน...
 
ชีวิตหนึ่งค่อยๆถือกำเนิดเช่นกัน...
 
อาจบางที จักรวาลอาจเป็นตัวกำหนดสรรพสิ่งแห่งชีวิตและธรรมชาติแห่งการกระทำ...
 
....................................................................................................................
 
เสียงสำเนียงแห่งความเจ็บปวดกรีดร้องดังไปทั่วหอห้องหนึ่งจากตัวตึกกลางเมืองมหานคร...
 
ภาพหญิงสาวนอนรอคอยการสิ้นสุดของความเจ็บปวดจากการให้กำเนิดหัวใจอีกดวงหนึ่งสู่โลกที่สวยงาม...
 
ชายหนุ่มที่เรียกตนเองว่า "หมอ" กำลังใช้วิชาความรู้ที่เรียนมาช่วยเหลือหญิงสาวและเด็กน้อยด้วยมโนธรรมแห่งจิตใจ...
 
ท่ามกลางความเจ็บปวดราวพายุฝนที่โหมกระหน่ำอย่างบ้างคลั่งแต่อบอุ่นด้วยเมตตา...
 
สุดท้าย...
 
เมื่อหัวใจดวงหนึ่งถูกถ่ายทอดออกมาจากหัวใจอีกดวงหนึ่ง...
 
หลังเมฆฝนสงบสิ้น...
 
สายน้ำเกิดการรวมตัวเพื่อสรรพสิ่งแห่งชีวิต...
 
อีกหนึ่งชีวิตได้ถือกำเนิดมาแล้วเช่นกัน...
 
อาจบางที จักรวาลอาจเป็นตัวกำหนดสรรพสิ่งแห่งชีวิตและธรรมชาติแห่งการกระทำ...
 
....................................................................................................................
 
-3-
 
ในโลกแห่งความเป็นจริง...
 
เรายังพบว่า 1+2 = 3
 
ไม่ว่ากาลเวลาผ่านไปเนิ่นนานเท่าใด สิ่งเหล่านี้ยังคงปรากฏขึ้นอยู่ในโลกใบนี้ทุกหนแห่ง...
 
โลกที่มีทั้งด้านลบและด้านบวกอยู่เสมอ...
 
ในวันเวลาใดที่เรามองจากผู้อยู่นอกกรอบเราจะเข้าใจหลักเหตุและผลทั้งมวล...
 
แต่หากวันใดที่เรามองจากผู้อยู่ในกรอบเราจะเข้าใจหลักเหตุและผลทั้งมวลได้ดียิ่งกว่า...
 
หลายครั้งที่ผมนึกมโนภาพแห่งโลกทั้งสองใบนี้เข้าด้วยกัน...
 
ผมยังอดหวนคิดถึงโลกใบที่สองได้ดียิ่งกว่าใบที่หนึ่งเสมอ...
 
แต่ความนึกคิดคำนึง ยังคงเป็นเช่นความนึกคิดคำนึง...
 
ตราบใดที่โลกใบนี้ยังเต็มไปด้วย กฏเกณฑ์ต่างๆมากมาย ด้วย จริยธรรม ความคิด วัฒนธรรม การถูกผิด ดีชั่ว รวมถึงวัตถุที่เราเรียกว่าเงินตรา...
 
สุดท้าย เรายังคงต้องเลือกเดินอยู่ในโลกที่ผิดที่ผิดทางเสมอ...
 
ในหลายครั้งของหลายคน ตัวผมเองเชื่อเหลือเกินว่า เราเลือกที่จะทำลาย เพียงเพราะไม่ต้องการให้ผู้ใหญ่ รับรู้การกระทำที่ผิดจากจริยธรรม หรือวัฒนธรรมที่ปลูกฝังภายในใจ...
 
แต่สุดท้ายเรากลับพบว่า การเลือกกระทำที่จะทำลาย มันผิดเสียยิ่งกว่า...
 
บางที...การตามหาความเป็นจริงในโลกแห่งความฝันอาจดูสุดเอื้อมที่เราจะไขว่คว้า...
 
แต่บางครา...การตามหาโลกความฝันในโลกแห่งความจริงใบนี้ ยังเป็นแสงสว่างหนึ่งเดียวในโลกมืด...
 
ที่ทำให้ชีวิต ยังคงก่อกำเนิดชีวิตได้ต่อไป...

Blog EntryOct 25, '07 3:28 AM
for everyone

-1-

หิ่งห้อยตัวน้อยโบยบินท่ามกลางม่านหมอกแห่งกาลราตรี
กากเพชรจำนวนนับร้อยพันประดับประดากลางม่านฟ้าที่มืดมิด
ฝูงหิ่งห้อยตัวน้อยเปล่งแสงเรืองรองคล้ายจะขับเน้นความงามของตนแข่งกับแสงแห่งดวงดาวในท้องนภา

เด็กๆตัวน้อยวิ่งไล่จับสิ่งมีชีวิตตัวเล็กเหล่านั้น ด้วยความสนุกสนาน...
เสียงหัวเราะ กระโดดโลดเด้นของเด็กๆ สลับกับเสียงร้องของจิ้งหรีดเรไรที่ช่วยกันขับขานเป็นบทเพลงแห่งทุ่งหญ้าภายใต้แสงแห่งดวงดาวในยามคืนค่ำ

ขวดโหลใบหนึ่งบรรจุไว้ด้วยหิ่งห้อยจำนวนไม่มากนัก
แต่ก็เพียงพอที่จะนำความสุขมาให้แก่เด็กน้อยเหล่านั้น...

สมุดบันทึกเล่มเดิมถูกกางอยู่บนโต๊ะไม้ตัวเก่า...
สายลมโชยพัดพริ้ว คล้ายจะบ่งบอกถึงความเป็นมาของทุกสิ่งภายใต้อักษรของสมุดบันทึกเล่มนั้น
ดินสอแท่งเก่ายังทำหน้าที่เล่าเรื่องราวของชีวิตผู้เขียนเรื่อยมา...

"ในภาพมายาของความฝันยังมีโลกแห่งความจริงบางส่วนปรากฏอยู่ในมุมมองของชีวิตที่เราไม่เคยเห็น..."

 

-2-

ผมจรดปลายดินสอลงบนหน้ากระดาษแผ่นสุดท้ายของสมุดบันทึกเล่มนี้...
หากชีวิตคนเปรียบดั่งความฝันตื่นหนึ่งแล้ว สมุดบันทึกเล่มนี้ก็อาจเป็นเพียงเศษเสี้ยวเล็กๆของความฝันตื่นนั้น
หลายครั้งที่ผมมักถามตนเองว่าเราเกิดมาทำไม เพื่ออะไร และอยู่ไปทำไม...
ซึ่งคำถามเหล่านี้ผมเชื่อใครอีกหลายคนก็พยายามค้นหาคำตอบให้กับตนเองเช่นกัน...

ในรอบระยะเวลาของช่วงชีวิตที่เรามี
เราต่างคนล้วนเดินอยู่บนถนน"ชีวิต" สายเดียวกัน
หากแต่ต่างกันออกไปตามวิถีทางที่เลือกเดิน...

ความทรงจำในวัยเยาว์ สอนให้ใครหลายคนเพียงกระโดดโลดเต้นอย่างสนุกสนานและเพียงลิ้มรสกับความสวยงามข้างทางโดยไม่ต้องค้นหากับคำตอบกับถนนสายข้างหน้ามากมายนัก

แต่เมื่อเวลาเดินทางผ่านไป โลกหมุนรอบตัวเองไปเรื่อยๆ เราก็เดินมาถึงจุดจุดหนึ่ง...
ในตำแหน่งที่ต่างกันในช่วงระยะเวลาของหน้าที่และความรับผิดชอบ
กลับสอนให้เราเรียนรู้เพื่อแข่งขันและเอาตัวรอดจากสังคมเมืองแห่งนี้...

นานเท่าไหร่แล้วที่ผมจากบ้านหลังนี้ไป....
จากไปเพื่อเรียนรู้และค้นหาความหมายแห่งชีวิตในสังคม...
ภาพแห่งความทรงจำในวันวาน ยังคงบอกเล่าเหตุการณ์ต่างๆมากมายในห้วงรำลึกที่เรามี...
เมืองมายาแห่งสังคมสอนให้ผมเลือกที่ก้าวพ้นขอบเขตของความฝันหนึ่งสู่อีกความฝันหนึ่ง...

ความฝันที่สว่างสดใสแต่ในใจกลับมืดบอด
ไปตามกระแสธารของสังคม...
ผมใช้ชีวิตอยู่กับโลกมายาใบนั้น ต่อสู้ ดิ้นรน ฟันฝ่า แข่งขัน ชิงดี ชิงเด่น เพียงเพื่อการเสพสุข-ภาพแห่งวัตถุและโลกียกาม

วันนั้นผมรู้คำตอบแล้ว ว่าเราเกิดมาทำไม อยู่เพื่ออะไร
และอยู่ไปทำไม...

ผมรู้คำตอบแล้วว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ความหมายของชีวิตที่ผมต้องตามหามัน...

โลกใบเดิมของผมถูกกลืนหายไปกับภาพแห่งวันวาน ด้วยกิเลสแห่งตัณหายะแห่งตัวตนของมนุษย์...

ผมเองก็เช่นกัน...


-3-

แสงแดดยามเช้าทอทาบผ่านม่านฟ้ามาสู่หน้าต่างห้องนอน...
เปรียบดั่งสัญญาณชีวิตเพื่อบอกผู้คนเริ่มออกเดินทางไปตามวงจรกระแสธารทางสังคมเมือง...
ผมค่อยๆยันกายลุกขึ้นจากที่นอนช้าๆ...
เช้านี้ผมไม่ต้องวิ่งหรือรีบเดินไปไหนอีกแล้ว...

ภาพเมื่อหลายวันก่อนผุดขึ้นในความทรงจำอีกครั้งครา...
ใบตรวจเลือดในวันนั้นกำหนดชะตาชีวิตของคนเราได้ในคราครั้งเดียว
หลายวันมานี้ผมจึงเลือกที่จมปลักชีวิตอยู่กับแอลกอฮอลล์ที่ไร้ค่า แต่สามารถทำให้เราลืมได้ซึ่งทุกสิ่งทุกอย่าง...
แต่หากบางที มันก็เป็นเพียงแค่การหลอกตัวเองชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น...

คำสอนของใครบางคนปรากฏขึ้นในความทรงจำของผม...

"โลกใบหมุนเร็วเกินไปและมนุษย์อย่างเราก็เลือกที่จะวิ่งตามโลกใบนี้ให้ทัน ทั้งๆที่จริงแล้วโลกยังหมุนช้าเท่าเดิมแต่เราเลือกที่จะเดินกันเร็วขึ้นต่างหาก และหากวันใดที่เราเริ่มล้าจากการวิ่งแล้ว สิ่งสุดท้ายที่เราคิดถึงจะเป็นจุดเริ่มต้นที่เราออกเดินทาง"

อาจบางที...ผมควรกลับบ้าน...


-1-

หิ่งห้อยตัวน้อยโบยบินท่ามกลางม่านหมอกแห่งกาลราตรี
กากเพชรจำนวนนับร้อยพันประดับประดากลางม่านฟ้าที่มืดมิด
ฝูงหิ่งห้อยตัวน้อยเปล่งแสงเรืองรองคล้ายจะขับเน้นความงามของตนแข่งกับแสงแห่งดวงดาวในท้องนภา

เด็กๆตัวน้อยวิ่งไล่จับสิ่งมีชีวิตตัวเล็กเหล่านั้น ด้วยความสนุกสนาน...
เสียงหัวเราะ กระโดดโลดเด้นของเด็กๆ สลับกับเสียงร้องของจิ้งหรีดเรไรที่ช่วยกันขับขานเป็นบทเพลงแห่งทุ่งหญ้าภายใต้แสงแห่งดวงดาวในยามคืนค่ำ

ขวดโหลใบหนึ่งบรรจุไว้ด้วยหิ่งห้อยจำนวนไม่มากนัก
แต่ก็เพียงพอที่จะนำความสุขมาให้แก่เด็กน้อยเหล่านั้น...

สมุดบันทึกเล่มเดิมถูกกางอยู่บนโต๊ะไม้ตัวเก่า...
สายลมโชยพัดพริ้ว คล้ายจะบ่งบอกถึงความเป็นมาของทุกสิ่งภายใต้อักษรของสมุดบันทึกเล่มนั้น
ดินสอแท่งเก่ายังทำหน้าที่เล่าเรื่องราวของชีวิตผู้เขียนเรื่อยมา...

"ในภาพมายาของความฝันยังมีโลกแห่งความจริงบางส่วนปรากฏอยู่ในมุมมองของชีวิตที่เราไม่เคยเห็น..."
"คล้ายกับหิ่งห้อยที่ไม่เคยปรากฏอยู่ในโลกมายาของความฝันที่ซุกซ่อนอยู่ในโลกของความจริงเช่นกัน..."

วันนี้ผมคงคล้ายกับหิ่งห้อยตัวน้อยที่โบยบินอยู่กลางทุ่งหญ้า
ที่ขับพยายามเน้นแสงแห่งตนเผื่อหวังให้กระจ่างดั่งเช่นแสงจันทร์...
ซึ่งแท้ที่จริงไม่มีวันจะเป็นได้เช่นจันทร์บนนภา...

ผมปิดสมุดบันทึกหน้าสุดท้ายลง...
หิ่งห้อยตัวน้อยในขวดโหลถูกปลดปล่อยให้เป็นอิสระ โบยบินกลับสู่ถิ่นฐานของมัน...

เหมือนผมในวันนี้...


-1-

นานมาแล้วที่ผมไม่ได้มานั่งเขียนบันทึกอะไรแบบนี้ นับตั้งแต่ผมละทิ้งความฝันของตนเองไว้บนรอยทางแห่งกาลเวลา

แล้วผมก็หันหน้าเดินสู่โลกแห่งความเป็นจริง โลกที่ปูไว้ด้วยถนนเส้นเดียวกันของ "คนในสังคมเมือง"

ภาพชีวิตของผู้คนที่ยังคงขวักไขว่ เดินทาง ตามหา และทำทุกอย่างไว้ เพื่อการครอบครองอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

หาก "ตราสารหนี้" ยังคงเป็น "หัวใจหลัก" หนึ่งเดียวของการดำรงชีวิตอยู่ในสังคมเมืองแห่งนี้

ผมเองก็ยังคงเป็นคนหนึ่งที่วิ่งไปบน "ถนน" เส้นเดียวกันกับใครหลายคนๆเช่นกัน

ชีวิตของผมภายหลังจากที่ละทิ้งความฝันของตนเอง เพื่อหันไปสร้างโลกแห่งความจริง ด้วยการมองเส้นทางชีวิตแบบระยะไกลสุดสายตา

ผมยังพบว่า "อนาคต" คือคำตอบเดียวของการกระทำทั้งหมดที่พึงมีต่อจิตใจของตัวผมเอง

"อนาคต" คือสิ่งที่ผมไม่มีวันรู้และไม่เคยรู้ ว่ามันจะเป็นอย่างไร?

ผมรู้แต่เพียงว่าผมต้องทำวันนี้เพื่อวันพรุ่งนี้ และทำวันพรุ่งนี้เพื่อวันต่อๆไป เพื่อที่ผมจะได้มาซึ่งความสุขสบายในวันข้างหน้าเท่านั้น

ชีวิตของผม....ในช่วงระยะเวลาหลังจากนั้นมาเป็นต้นมา...

ยังคงมีคำว่า งาน เงิน สังคม เป็นปัจจัยหลักในชีวิตประจำวันของตัวเองเสมอมา...

และยังคงมี "ความสุข" ในรูปแบบของ "วัตถุ" ที่ได้มาเสมอๆ...

แต่หลายครั้งที่ผมอดรู้สึกไม่ได้ว่า "ความสุข" แบบนี้ คือ "ความสุข" ที่ผมชอบจริงๆหรือ?

สุดท้าย คำตอบผมก็ยังคงตอบได้ว่า "ผมชอบความสุขแบบนี้" แต่ผมก็ยังรู้สึกว่ายังมี "ความสุข" บางอย่าง ที่มันขาดหายไปในความทรงจำของกาลเวลาของตัวผมเอง...

ซึ่งผมไม่อาจตอบได้ว่า "ความสุข" นั้นคืออะไรกันแน่?

แต่ก็เอาเถอะ!!

ถึงอย่างไรเสีย ผมเองก็ยังคงมี "ความสุข" ในรูปแบบนี้ดี ผมย้งคงมีเงิน มีบ้าน มีรถ (ที่แม้จะต้องแลกมาซึ่งหยาดเหงื่อและความเหนื่อยล้าทางกายและจิตใจก็ตาม) และผมยังมีครอบครัวของผม (ที่แม้ว่าจะไม่ค่อยมีความสุขมากนักก็ตาม)

ซึ่งผมก็ได้เเป็นคนลือกมันกับมือแล้ว และตอนนี้ผมก็ไม่มีวันกลับไปแก้ไขมันได้อีกแล้วนี่นา...

ตัวผมเองตอนนี้ก็ได้ตายไปแล้ว ตายไปโดยที่ไม่สามารถหยิบฉวยสิ่งใดๆไปได้เลย คงเหลือแต่บันทึกหลังความตายฉบับเดียวนี้ฉบับเดียวที่ผมได้เขียนมันขึ้นมาเท่านั้น...

ผมเองก็ไม่รู้หรอกว่าผมจะเขียนมันขึ้นมาทำไม แต่อย่างน้อยผมก็รู้สึกว่า ผมได้เห็น "เงา" ของ "ความสุข" ที่หายไปนานแสนนานมาแล้ว...

อาจบางทีคงเป็นจริงอย่างที่นักปรัชญาท่านหนึ่งกล่าวเอาไว้ว่า...

"ชีวิตคนเราแสนสั้นนัก แต่ความสุขของชีวิต กลับสั้นยิ่งกว่า..."

แล้วเหตุใดเราจึงไม่ตักตวงความสุขไว้ให้มากที่สุดกันเล่า...

 

__________________________________________________

 

-2-

นี่คงเป็นบันทึกแรกและบันทึกเดียวสำหรับชีวิตหลังความตายของผม...

จำได้ว่านับตั้งแต่ที่ผมตัดสินใจออกเดินทางตามหาเส้นทางแห่งความฝันของผม...

โดยที่ผมละทิ้งโลกแห่งความสับสนวุ่นวาย จากชีวิตที่เหมือน "มนุษย์หุ่นยนต์" ไว้ข้างหลังนั้น...

มันทำให้ผมค้นพบความหมายของคำว่า "ความสุข" ได้มากขึ้นกว่าเดิมเพียงใด...

แรกๆกับการเริ่มต้นออกเดินทาง ไปตามสถานที่ต่างๆ การเก็บเกี่ยวเรียงร้อย เรื่องราวต่างๆมากมาย บนเส้นทางแห่งความฝันนั้น

หลายครั้งที่มันทำให้ผมอดที่จะท้อแท้ และหมดหวังไม่ได้...

เพราะผมพบว่าการใช้ชีวิตบนเส้นทางของความฝันนั้น จริงๆแล้วมันไม่ได้ง่ายอย่างที่คิดเลย...

จากการเปลี่ยนแปลงสถานภาพจากตัวตนหนึ่ง ไปสู่อีกตัวตนหนึ่ง...

ทำให้ความขัดสนทางการเงินของตนเองคล้ายเส้นทางที่มีขวากหนามที่ยากจะผ่านพ้นไปได้...

แต่แม้เส้นทางจะลำบากเพียงใด วันนี้ผมก็ได้พิสูจน์ตนเองด้วยพลัง "ความฝัน" ของตน...

ซึ่งทำให้ผมได้มาซึ่งความสุข "ทางใจ" ได้มากกว่า "ทางกาย" เสียอีก...

ผมเคยนั่งนึกดูเล่นว่า หากตอนนั้นผมยังใช้ชีวิตอยู่ใน "สังคมเมือง" ตอนนี้ผมจะเป็นอย่างไรบ้างนะ

ผมอาจจะอยู่ในบ้านหลังหนึ่งในเมืองหลวง อาจมีครอบครัวเป็นของตนเอง...

ชีวิตยังคงต้องดำเนินไปในรูปแบบของเส้นทางที่ถูกกำหนดไว้ในระดับ "มาตรฐาน" ของคนในสังคมเมืองก็เป็นได้...

วัฏจักรชีวิตของผมคงคล้ายๆ "ตัวละครหนึ่ง ที่อยู่ในสถานที่แห่งเดิม ฉากหลังเดิมๆ บทบาทที่เล่นก็ยังคงเป็นเฉกเช่นเดิม"

และอาจจะมีความสุขบ้าง ในวันหยุด กับการเดินทางไปไหนต่อไหนกับครอบครัว ที่บางทีก็ยังคงไม่อาจหนีพ้นไปจากความวุ่นวายในสังคมเมืองได้เลย...

หรือบางที ผมอาจจะเป็นคนที่อายุสั้นกว่านี้ และไม่ได้เพิ่งมาตายเอาตอนนี้ก็เป็นได้...

อืมมม แต่ผมว่านะคนเราจะตายตอนไหนไม่สำคัญหรอก เพราะท้ายที่สุดคนเราก็ยังคงไม่อาจหลีกหนีความเป็นจริงนี้พ้นได้จริงๆสักคน

แต่สิ่งที่สำคัญนั้น.... มันอยู่ที่ตอนที่เรายังมีลมหายใจอยู่ต่างหาก...

เคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่งมีประโยคหนึ่งกล้าวไว้ว่า "ความสุขของชีวิต บางคนค้นพบ บางคนค้นไม่พบ"

ซึ่งหากเป็นผมในยามนี้ ผมกลับบอกได้เต็มคำเลยว่า ผมเป็นคนหนึ่งที่ค้นพบมัน...

ความสุขนี้เป็นความสุขที่เกิดจากความพึงพอใจของตนเอง เป็นความสุขที่หาได้ง่ายๆ จากตัวของเรา...

เป็นความสุขที่ปราศจากการดิ้นรนไขว่คว้า...

เป็นความสุขที่เกิดจากใจของตนเองอย่างแท้จริง...

อืมมม แต่จะว่าไปตอนนี้มันก็คงไม่มีประโยชน์อันใดแล้วที่จะพูดถึงมันแล้ว

เพราะตอนนี้ผมเองก็ได้ตายจากโลกใบนี้ไปแล้ว...

สิ่งที่เหลืออยู่ของผมตอนนี้ก็คงเป็นเพียงเศษเสี้ยวธุลีหนึ่งเท่านั้นเอง...

หากจะมีสิ่งที่เหลืออยู่ของผมในยามนี้แล้วนั้น คงมีเพียงสิ่งเดียวในความทรงจำของผม...

นั่นคือ ความหมายของการมีชีวิตอยู่ในรอยทางแห่งกาลเวลาที่ผ่านมาของผมเท่านั้น...


Blog EntryOct 25, '07 2:56 AM
for everyone
สวัสดีครับ...
 
วันนี้มานั่งเขียนบันทึกด้วยด้วยอารมณ์ความรู้สึกตามหัวเรื่องที่ตั้งไว้เลยครับ...
 
"นิยายรักโรแมนติก" ชื่อก็บอกอยู่แล้วครับว่าเป็นนิยาย...
 
แต่จะโรแมนติกมั๊ยนั้น ผมเองก็ไม่ทราบครับ เพราะตอนนี้ผมยังไม่มีพล็อตที่จะเขียนมันเลยครับ...
 
อ้าว!! ไม่มีพล็อตแล้วผมจะเขียนเนี่ยนะ...
 
ใช่ครับ ผมจะเขียน...
 
จริงๆจะว่าไปแล้วผมเองก็ไม่ค่อยได้เขียนอะไรที่มันหวานๆสักเท่าไหร่หรอกครับ เพราะผมเป็นผู้ชาย ธรรมด๊า ธรรมดา ที่ผมรู้สึกว่าตัวเองไม่มีความหวานเอาเสียเลย...
 
แต่ที่วันนี้ผมจะเขียนเพราะมีสาเหตุครับ...
 
เนื่องจากมีคนท้าผมมาครับ ว่าเขียนอะไรที่มันหวานๆเป็นบ้างไหม?
 
ด้วยความที่ว่าเป็นคนเลือดนักเขียนแรงกล้า(โมเมกับตัวเองอย่างนั้น) ผมตอบไปทันทีโดยไม่คิดเลยครับว่า...
 
"โธ่!! เรื่องรักหวานๆหน่ะเหรอ กระจอก!!"
 
"เรื่องหวานๆ อบอุ่นๆ หน่ะเขียนได้อยู่แล้วเพียงแต่ไม่ชอบเขียนแค่นั้นเอง" ผมตอบเธอไปด้วยความทะนงในตัวเอง... [แล้วจะเขียนไงดีหว่า ตู]
 
"แน่หรือพี่ พี่เขียนได้เหรอ ไม่อยากเชื่อ เห็นทุกทีเขียนแต่อะไรที่มันเป็นปรัชญา" เสียงเธอออกมาตามสายด้วยอาการไม่เชื่อ
 
"แล้วถ้าเขียนได้หล่ะ ให้อะไร" ผมจำได้ว่าผมท้าทายเธอไปอย่างนั้น [แล้วตูจะเขียนเรื่องอะไรดีหว่า]
 
"ถ้าเขียนได้เหรอ....งั้นเดี๋ยวให้เดทด้วยวันนึง" เสียงเธอลอดมาตามสายเสียอย่างนั้น
 
"ไม่เอาหรอกเดี๋ยวเธอก็ติดใจพี่ แล้วขอเป็นแฟนขึ้นมาทำไง" [ปากพล่อยแล้วตู]
 
"โธ่เอ๊ย!! อย่างพี่หน่ะเหรอ ถ้าหนูหลงได้ ก็ต่อเมื่อหิมะตกเมืองไทยนั่นแหละ"
 
"55555 ถึงหิมะตกเมืองไทยจริง ฉันก็ไม่สนใจคนอย่างเธอหรอก" [ทำไมไม่คิดก่อนพูดฟะ]
 
"โธ่พี่!! ที่หนูพูดหน่ะ เพราะรู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ไง เลยกล้าพูด"
 
"อย่างพี่หน่ะเหรอ...หนูขอเป็นโสดตลอดชาติดีกว่า"
 
"ฉันก็ไม่เอาเธอเหมือนกันแหละย่ะ" [ปากหนอปาก]
 
"แล้วตกลงจะเขียนมั๊ยเนี่ยพี่"
 
"เขียนดิ เดี๋ยวจะเขียนให้ดู แต่ฉันไม่เดทกับเธอหรอกนะ เดี๋ยวเรทติ้งตก 55555" [พูดอะไรแบบน้านนนนตรู]
 
"ตามใจพี่ดิ หนูก็ไม่ได้คิดอะไรกับพี่อยู่แล้วหล่ะ งั้นถ้าเขียนได้ก็mkมื้อนึงแลัวกัน"
 
"นั่งกินข้าวแล้วเห็นหน้าเธอ ฉันก็กินอะไรไม่ลงแล้ว" [มันอิ่มใจหน่ะ]
 
"เออ!! งั้นไว้เดี๋ยวเลี้ยงหนังแลัวกัน"
 
"ดูหนังกับเธอ แล้วจะดูรู้เรื่องเหรอหน่ะ" [ใจมันสั่นนะเฟ้ย]
 
"อะไรเนี่ย!! โน่นก็ไม่เอา นี่ก็ไม่เอาแล้วจะเอาอะไร บอกมา"
 
"ยังคิดไม่ออกอ่ะ" [เป็นแฟนเธอไง]
 
"งั้นพี่ลองไปเขียนดูก่อนแล้วกัน ถ้าเขียนออกมาแล้วดี ค่อยมาว่ากันแล้วกัน แต่ห้ามกินไรแพงๆนะ"
 
"อืมมม ได้เลย เดี๋ยวจะเขียนให้ดู 5555" [ยังนึกไม่ออกเลยตรู]
 

.
 
.
 
.
 

"ที่รักคะ ทำอะไรอยู่คะ?" เจ้าของเสียงที่ผมเคยโต้เถียงกันทางโทรศัพท์ ดังขึ้นที่ข้างๆหูผม พร้อมๆกับสองมือที่โน้มลงมาโอบรอบคอผมไว้...
 
ผมเงยหน้าขึ้นจากตัวอักษรเหล่านี้ พร้อมกับแนบใบหน้าของตนเองพิงลงที่ข้างแก้มของเธอ...
 
"อ่านเรื่องรักโรแมนติกอยู่หน่ะจ๊ะ"
 
"ตกลงแล้วเรื่องนี้ม้นโรแมนติกตรงไหนเหรอคะพี่ ฉันยังไม่เห็นว่ามันจะโรแมนติกตรงไหนเลย"
 
"มันก็ไม่โรแมนติกสักหรอกจ๊ะ แต่อย่างน้อย..."
 
"มันก็ทำให้ความรักของเรา โรแมนติกไม่ใช่เหรอ หืมมมม"
 
"บ้า!! พี่นี่ ไม่เอาแล้ว เดี๋ยวฉันไปดูลูกดีกว่าว่าหลับรึยัง"
 
ผมมองตามเงาหลังของเธอที่ค่อยๆเดินออกจากห้องไป...
 
ผมหันมายิ้มกับตัวเอง...แม้ว่าจนบัดนี้เธอคนนี้ก็ยังคงงดงามเสมอในความรู้สึกของผม ไม่ว่าเวลาจะเปลี่ยนไปนานเท่าใด...
 
ผมอยากให้เธอรู้ไว้ว่า เธอคือเจ้าหญิงของผมคนเดียว และตลอดไป...

Blog EntryOct 25, '07 2:30 AM
for everyone
สวัสดีครับ...
 
จำได้ว่ากาลครั้งหนึ่ง...ผมเคยเขียนเรื่อง นิทานรักสามเวลา เมื่อนานมาแล้ว...
 
พอมาวันนี้เกิดความคิดอุตริขึ้นมา เนื่องจากไปอ่านไดอารี่ของใครคนหนึ่งเข้า (เกี่ยวกับสายฝน)
 
ผมก็เลยรู้สึกอยากเขียนอะไรที่มันเป็นความรักของฤดูกาลบ้าง
 
ทีนี้พอมาเริ่มเข้าจริงๆก็ เอาล่ะเว๊ย.... เขียนยังไงดีละทีนี้
 
ถ้าผมพูดถึงความรักสามฤดู (ไม่ใช่จดหมายรักสามฤดู นะครับ)
 
ผมก็คงนิยามฤดูกาลทั้งสามได้เป็น ฤดูร้อน ฤดูฝน ฤดูหนาว....
 
พอผมได้สามฤดู ผมก็มานึกต่อว่าผมจะเขียนอย่างไรให้เป็นนิทานรักสามฤดูได้
 
นั่นสินะ!!!
 
ปัญหาคือเขียนอย่างไร?
 
งั้นผมลองมาติ๊งต่างก่อนดีกว่าครับ...ต่อไปผมจะกำหนดฤดูกาลต่างๆให้ชื่อดังต่อไปนี้แล้วกัน
 
ฤดูร้อน = ตะวัน
ฤดูฝน = สายฝน
ฤดูหนาว ก็คงต้องเป็น สายลม แล้วล่ะ...
 
เอาล่ะ ได้ชื่อแล้วสินะ.... ทีนี้จะให้เขียนแบบที่เคยเขียนนิทานรักสามเวลาก็คงไม่ได้
 
อืมม หรือจะให้เขียนแบบ พระเอก นางเอก แล้วก็ผู้เสียสละ เป็นคนทั้งสามก็คงจะไม่ดีอีกเป็นแน่
 
ตะวันๆๆๆ สายฝนๆๆๆ สายลมๆๆๆ คิดๆๆๆๆ....
 
ปิ๊งป่อง!!!!!
 
คิดยังไม่ออกเลยครับ....
 
เอาอย่างนี้ดีกว่า เราอย่าเพิ่งมานั่งนึกว่าเราจะเขียนยังไงเลย เราลองมานั่งนึกกันดูเล่นๆดีกว่าครับว่า
 
ในชีวิตของเรา (ผม คุณ) เราต่างมีช่วงเวลาที่มีความรักที่สวยงามที่สุดในฤดูกาลไหนบ้าง...
 
สำหรับผมแล้ว ความรักของผมเริ่มต้นเมื่อปลายฤดูหนาวครับ...
 
ถ้าถามผมว่าในช่วงระยะเวลาความรัก ช่วงใดเวลาใดที่ผมมีความสุขที่สุด...
 
ผมตอบได้เลยว่าผมชอบฤดูกาลแห่งการเริ่มต้นครับ...
 
ในนาทีแรกที่เราเริ่มต้น...เราจะพบว่า ทุกนาทีคือความรู้สึกที่อุ่นใจ ความรู้สึกดีที่ได้คิดถึง มันเป็นความรู้สึกที่แปลกอย่างบอกไม่ถูก....
 
และเมื่อเวลาที่เราได้รับลิ้มรสรับความรู้สึกดีๆของใครอีกคนกลับคืนมา มันจะทำให้เราพบว่า นาทีนั้นคือช่วงเวลาที่เรามีความสุขที่สุด....
 
แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า "นาทีแห่งความผูกพัน" ในช่วงเวลาที่ผ่านมาไม่ได้ทำให้ผมมีความสุข...
 
ผมมีความสุขทุกนาที ที่ได้อยู่ใกล้หัวใจที่เรารัก...
 
ไม่ว่าวันเวลาผ่านไปนานเท่าใด ผมก็ยังจดจำทุกช่วงเวลานาทีที่เรามีกันเสมอ....และตลอดไป...
 

แล้วคุณล่ะครับ ชอบฤดูกาลไหนกันบ้าง....
 
ผมเชื่อว่าทุกฤดูกาลคือ ฤดูกาลแห่งรักสำหรับใครทุกคน....
 
คุณว่าอย่างนั้นไหม?
 
.....
 
อ๊ะๆๆๆ.... ถ้าคุณกำลังสงสัยว่าแล้วเรื่อง นิทานรักสามฤดู อยู่ตรงไหนของไดอารี่วันนี้...
 
ผมจำได้ว่าตอนเริ่มต้น ผมเริ่มต้นด้วยคำว่า "กาลครั้งหนึ่ง" นะครับ :P

ในโลกใบเล็กๆสำหรับใครหลายๆคน ผมเชื่อว่าเราต่างมีช่วงเวลาบางส่วนเสี้ยวของชีวิตที่ผ่านพ้นไปนั้น...
 
มักมีเรื่องราวบางมุม ที่ถูกซุกซ่อนไว้อยู่ใน "โลกแห่งความทรงจำ" ของตัวเราเอง...
 
เรื่องราวบางเรื่อง สำหรับใครหลายๆคน อาจเป็นเพียงเสมือน "นิยายชีวิต" ที่สวยสดและงดงาม หรือบางครั้งก็ปวดร้าวและทุกข์ระทม...
 
แต่แม้จะเป็นเช่นนั้น "เรา" เองก็ยังคงอยากเก็บบันทึกเรื่องราวเหล่านั้นไว้ใน "โลกแห่งความทรงจำ" ของตัวเรา...
 
เพราะผมเองเชื่อเหลือเกินว่า ในช่วงเวลาเหล่านั้นมันมี "คุณค่า" สำหรับเราเสมอ...
 
....
 
หลายครั้งของวันเวลาที่ผ่านไปผมมักนึกมองหาและอยากเดินกลับไปสู่ "ถนนสายเก่า" ที่ผ่านวันเวลามาเนิ่นนาน...
 
แต่ผมเองก็รู้ว่ามันเป็นเพียงได้แค่ความฝันจากความทรงจำของเราเท่านั้น...
 
....
 
เช้าวันใหม่ ยังคงทำหน้าที่กลบเกลื่อนร่องรอยของวันเก่าเสมอ...
 
นี่ก็เป็นอีกวันหนึ่ง ที่ผมนั่งระลึกถึงความทรงจำในวันวาน ที่แม้บางภาพอาจลางเลือนไปแล้ว
 
แต่บางภาพที่เพิ่งผ่านพ้นไปก็ยังคงปรากฏในห้วงระลึกของผม แต่ก็ไม่รู้อีกนานเท่าไหร่ ที่ภาพแห่งความทรงจำเหล่านี้จะยังคงอยู่...
 
....
 
ในวันที่โลกใบนี้สอนให้เรารู้จักเขียน รู้จักอ่าน และรู้จักบันทึก ไปกับโลกของตัวหนังสือนั้น...
 
ผมก็รู้ว่า เราจะเก็บความทรงจำเหล่านั้นไว้ได้อย่างไร...
 
จริงอยู่ ที่บันทึกอาจทำหน้าที่ได้ไม่สมบูรณ์เท่ากับ "วิวัฒนาการ" ทางเทคโนโลยีสมัยใหม่...
 
แต่ผมเองก็เชื่อว่า เทคโนโลยีใดให้ความรู้สึกได้ดีเท่ากับตัวอักษรแห่งความทรงจำของตัวเราเอง...
 
....
 
บางที...
 
โลกแห่งความทรงจำของใครหลายๆคน อาจถูกบันทึกไว้ใน "สถานที่แห่งความทรงจำ" จากหน้าหนังสือเก่า หรือจากหน้าจอดิจิตอล...
 
แต่ท้ายที่สุดแล้ว "สถานที่แห่งความทรงจำ" จะทำหน้าที่ที่สมบูรณ์ได้ก็ต่อเมื่อ สถานที่แห่งนั้นถูกบันทึกไว้ด้วย...
 
"ห้วใจของเราเอง"

Pages:123